image

Building Demolition & Break laws

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการรื้อถอนอาคาร (รื้อถอน/ทุบตึก) :

  

 

  • กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการรื้อถอนอาคาร (รื้อถอน/ทุบตึก)

    กฎหมาย ข้อบังคับ มาตรฐาน ที่เกี่ยวข้องกับการรื้อถอนอาคาร ทุบตึก อย่างเช่น

1. พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ (มาตรา ๒๓ รื้อถอนอาคาร/ทุบตึก)

2. พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๓๕ (มาตรา ๒๒ รื้อถอนอาคาร/ทุบตึก)

3. พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๔๓ (มาตรา ๒๒ รื้อถอนอาคาร/ทุบตึก)

4. พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๕๐ (มาตรา ๒๒ รื้อถอนอาคาร/ทุบตึก)

5. พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๕๘ (มาตรา ๒๒ รื้อถอนอาคาร/ทุบตึก)

6. กฎกระทรวงมหาดไทย ฉบับที่ ๔ พ.ศ. ๒๕๒๖ (หมวด ๓ การรื้อถอนอาคาร/ทุบตึก)

7. กฎกระทรวงมหาดไทย ฉบับที่ ๑๑ พ.ศ. ๒๕๒๘ (ข้อ ๒ การรื้อถอนอาคาร/ทุบตึก)

8. กฎกระทรวงแรงงาน พ.ศ. ๒๕๕๑ (หมวด ๑๔ การรื้อถอนทำลาย/ทุบตึก)

9. ข้อบังคับสภาวิศวกร พ.ศ. ๒๕๕๑ (วิชาชีพวิศวกรรมควบคุมสาขาวิศวกรรมโยธา)

10. มาตรฐานความปลอดภัย พ.ศ. ๒๕๑๘ (หมวดที่ 5 การรื้อถอนทำลาย/ทุบตึก)

11. มาตรฐานงานรื้อถอนทางวิศวกรรม พ.ศ. ๒๕๕๘ (สำหรับงานรื้อถอน/ทุบตึก)

พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 (มาตรา 23 รื้อถอนอาคาร/ทุบตึก)

มาตรา 23

ผู้ใดจะรื้อถอนอาคารดังต่อไปนี้ต้องได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น หรือแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นและดำเนินการตามมาตรา 39 ทวิ

(1) อาคารที่มีส่วนสูงเกินสิบห้าเมตรซึ่งอยู่ห่างจากอาคารอื่นหรือที่สาธารณะน้อยกว่าความสูงของ อาคาร

(2) อาคารที่อยู่ห่างจากอาคารอื่นหรือที่สาธารณะน้อยกว่าสองเมตร

หมายเหตุ

มาตรา 39 ในกรณีที่ใบอนุญาตหรือใบรับรองสูญหายถูกทำลาย หรือชำรุดในสาระสำคัญ ให้ผู้ได้รับ ใบอนุญาตหรือใบรับรองยื่นคำขอรับใบแทนใบอนุญาตหรือใบแทนใบรับรองต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นภายในสิบห้าวัน นับแต่วันที่ได้ทราบถึงการสูญหายถูกทำลายหรือชำรุด การขอรับใบแทนใบอนุญาตหรือใบแทนใบรับรอง และการออกใบแทนใบอนุญาตหรือใบแทน ใบรับรอง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง ใบแทนใบอนุญาตหรือใบแทนใบรับรอง ให้มีผลตามกฎหมายเช่นเดียวกับใบอนุญาต หรือใบรับรอง แล้วแต่กรณี

พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2535 (มาตรา 22 รื้อถอนอาคาร/ทุบตึก)

มาตรา ๒๒

ผู้ใดจะรื้อถอนอาคารดังต่อไปนี้ต้องได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงาน ท้องถิ่น หรือแจ้ง ต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นและดำเนินการตามมาตรา ๓๙ ทวิ

(๑) อาคารที่มีส่วนสูงเกินสิบห้าเมตราซึ่งอยู่ห่างจากอาคารอื่นหรือที่สาธารณะน้อยกว่าความสูงของ อาคาร

(๒) อาคารที่อยู่ห่างจากอาคารอื่นหรือที่สาธารณะน้อยกว่าสองเมตร

หมายเหตุ

ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาจากปี พ.ศ.2522

พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2543 (มาตรา 22 รื้อถอนอาคาร/ทุบตึก)

มาตรา 22

ผู้ใดจะรื้อถอนอาคารดังต่อไปนี้ต้องได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น หรือแจ้งต่อเจ้า พนักงานท้องถิ่นและดำเนินการตามมาตรา 39 ทวิ

(1) อาคารที่มีส่วนสูงเกินสิบห้าเมตรซึ่งอยู่ห่างจากอาคารอื่นหรือที่สาธารณะน้อยกว่าความสูงของ อาคาร

(2) อาคารที่อยู่ห่างจากอาคารอื่นหรือที่สาธารณะน้อยกว่าสองเมตร

หมายเหตุ

มาตรา 22 ให้ยกเลิกความในมาตรา 49 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “มาตรา 49 ทวิ ในกรณีที่มีการก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอน หรือเคลื่อนย้ายอาคารโดยฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ กฎกระทรวงหรือข้อบัญญัติท้องถิ่นที่ออกตามพระราชบัญญัตินี้ และเจ้าพนักงานท้องถิ่นได้ดำเนินการตามมาตรา 40 มาตรา 41 หรือมาตรา 42 แล้วแต่กรณี แต่มิได้มีการทำตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น และมีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้รับผิดชอบงานออกแบบและคำนวณอาคารหรือผู้รับผิดชอบงานออกแบบอาคาร หรือผู้ควบคุมงาน อาจเป็นผู้กระทำหรือมีส่วนร่วมในการกระทำดังกล่าว ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นแจ้งให้บุคคลเช่นว่านั้นทราบ และให้มีหนังสือแสดงหลักฐานภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง เพื่อพิสูจน์ว่าเป็นการกระทำของผู้อื่น หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นการกระทำของผู้อื่น ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นดำเนินการแจ้งชื่อและการกระทำของบุคคลเช่นว่านั้นให้คณะกรรมการควบคุมอาคารทราบและให้แจ้งสภาวิศวกรและสภาสถาปนิกทราบเพื่อพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยวิศวกรและกฎหมายว่าด้วยสถาปนิก

พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2550 (มาตรา 22 รื้อถอนอาคาร/ทุบตึก)

มาตรา ๒๒

ผู้ใดจะรื้อถอนอาคารดังต่อไปนี้ต้องได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงาน ท้องถิ่น หรือแจ้ง ต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นและดำเนินการตามมาตรา ๓๙ ทวิ

(๑) อาคารที่มีส่วนสูงเกินสิบห้าเมตราซึ่งอยู่ห่างจากอาคารอื่นหรือที่สาธารณะน้อยกว่าความสูงของ อาคาร

(๒) อาคารที่อยู่ห่างจากอาคารอื่นหรือที่สาธารณะน้อยกว่าสองเมตร”

หมายเหตุ

ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาจากปี พ.ศ.2543

พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2558 (มาตรา 22 รื้อถอนอาคาร/ทุบตึก)

มาตรา ๒๒

ผู้ใดจะรื้อถอนอาคารดังต่อไปนี้ต้องได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงาน ท้องถิ่น หรือแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นและดำเนินการตามมาตรา ๓๙ ทวิ

(๑) อาคารที่มีส่วนสูงเกินสิบห้าเมตรซึ่งอยู่ห่างจากอาคารอื่นหรือที่สาธารณะน้อย กว่าความสูงของอาคาร

(๒) อาคารที่อยู่ห่างจากอาคารอื่นหรือที่สาธารณะน้อยกว่าสองเมตร

หมายเหตุ

ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาจากปี พ.ศ.2550

กฎกระทรวงมหาดไทย ฉบับที่ 4 พ.ศ.2526 (หมวดที่ 3 การรื้อถอนอาคาร/ทุบตึก)

หมวดที่ 3

การรื้อถอนอาคาร

ข้อ 23 ผู้ควบคุมงานต้องศึกษารายละเอียดโครงสร้างของอาคารที่จะรื้อถอน รวมทั้งสภาพแวดล้อมด้วยความรอบคอบ และต้องควบคุมการปฏิบัติงานของผู้ดำเนินการให้เป็นไปตามขั้นตอน วิธีการ และมีความปลอดภัยในการรื้อถอนอาคารตามที่ได้รับอนุญาต ถ้าผู้ดำเนินการปฏิบัติไม่ถูกต้องตามขั้นตอน วิธีการ หรืออาจก่อให้เกิดภยันตรายต่อสุขภาพ ชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สิน ผู้ควบคุมงานต้องให้ผู้ดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องหรือให้มีความปลอดภัย

ข้อ 24 ก่อนรื้อถอนอาคารส่วนใด ผู้ดำเนินการต้องตรวจสอบและหาวิธีการป้องกันสิ่งบริการสาธารณะ เช่น ไฟฟ้า ประปา หรือท่อแก๊ส เป็นต้น และส่วนต่าง ๆ ของอาคารที่อาจตกหล่น เพื่อมิให้เกิดภยันตรายต่อสุขภาพ ชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินในขณะที่รื้อถอนอาคารส่วนนั้น

ข้อ 25 ในระหว่างการรื้อถอนอาคาร ผู้ดำเนินการต้องติดตั้งป้ายเตือนอันตราย และต้องแสดงขอบเขตการรื้อถอนอาคารพร้อมด้วยไฟสัญญาณสีแดงกระพริบเตือนอันตรายจำนวนพอสมควรไว้รอบบริเวณที่จะรื้อถอน เพื่อเตือนไม่ให้บุคคลซึ่งไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องเข้าไปในบริเวณนั้น และต้องจัดให้มีพนักงานสำหรับห้ามบุคคลซึ่งไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องเข้าไปในบริเวณดังกล่าว รวมทั้งดูแลความเรียบร้อยของป้ายเตือนอันตรายและไฟสัญญาณด้วยการรื้อถอนอาคาร ผู้ดำเนินการจะกระทำได้เฉพาะในเวลาระหว่างงพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก ถ้าจะกระทำในเวลาระหว่างที่พระอาทิตย์ตกถึงพระอาทิตย์ขึ้นต้องได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น และต้องจัดให้มีแสงสว่างเพียงพอด้วย

ข้อ 26 การรื้อถอนอาคารที่ใกล้หรือติดกับที่สาธารณะ อาคารอื่น หรือที่ดินต่างเจ้าของหรือผู้ครอบครองน้อยกว่า 2.00 เมตร ผู้ดำเนินการต้องจัดให้มีการป้องกันฝุ่นละอองและเศษวัสดุร่วงหล่นที่อาจเป็นภยันตรายต่อสุขภาพ ชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สิน

ข้อ 27 การรื้อถอนอาคารที่มีความสูงเกิน 15.00 เมตร และอยู่ห่างจากทางหรือที่สาธารณะตามแนวราบน้อยกว่า 4.50 เมตร ผู้ดำเนินการต้องจัดให้มีสิ่งป้องกันวัสดุที่อาจร่วงหล่นคลุมทางหรือที่สาธารณะนั้น ถ้ามีทางเดินเท้าตามแนวทางหรือที่สาธารณะ ผู้ดำเนินการต้องสร้างหลังคาที่มั่นคงแข็งแรงและขนาดใหญ่เพียงพอที่จะป้องกันเศษวัสดุที่อาจร่วงหล่นเป็นภยันตรายต่อสุขภาพ ชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สิน ตลอดแนวของอาคารที่จะรื้อถอนนั้นด้วย

ข้อ 28 การรื้อถอนผนังอาคารด้านนอกที่สูงจากพื้นดินเกิน 8.00 เมตร และอยู่ห่างจากอาคารอื่น ทาง หรือที่

สาธารณะตามแนวราบน้อยกว่าความสูงของอาคาร ผู้ดำเนินการต้องจัดให้มีแผงรับวัสดุที่อาจร่วงหล่นจากการรื้อถอนตลอดแนวด้านนอกของผนังของอาคารด้านนั้น แผงรับวัสดุดังกล่าวต้องมีความมั่นคงแข็งแรงและขนาดใหญ่เพียงพอที่จะสามารถรองรับวัสดุที่ร่วงหล่นได้และต้องติดตั้งให้เอียงลาดเพื่อป้องกันวัสดุที่ร่วงหล่นกระเด็นออกมานอกแผงหรือกองค้างอยู่ในแผงรับนั้น

ข้อ 29 การขนถ่ายวัสดุที่รื้อถอนลงจากที่สูงมาสู่ที่ต่ำ ผู้ดำเนินการต้องกระทำโดยใช้รางหรือสายพานเลื่อนที่มีความลาดเหมาะสมและปลอดภัยจากการตกหล่น สำหรับการขนถ่ายวัสดุโดยลิฟต์ส่งของ หรือปันจั่น หรือโยนหรือทิ้ง เป็นต้น ผู้ดำเนินจะกระทำได้ต่อเมื่อได้จัดให้มีการป้องกันภยันตรายต่อสุขภาพ ชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินแล้วห้ามผู้ดำเนินการกองวัสดุที่รื้อถอนไว้บนพื้นหรือส่วนของอาคารที่สูงกว่าพื้นดิน

กฎกระทรวงมหาดไทย ฉบับที่ 11 พ.ศ.2528 (ข้อ 2 การรื้อถอนอาคาร/ทุบตึก)

ข้อ ๒

การรื้อส่วนอื่นของโครงสร้างของอาคารดังต่อไปนี้ถือเป็นการรื้อถอนอาคาร คือ

(๑) กันสาดคอนกรีตเสริมเหล็ก

(๒) ผนังหรือฝาที่เป็นโครงสร้างของอาคารหรือผนังหรือฝาคอนกรีตเสริมเหล็ก

(๓) บันไดคอนกรีตเสริมเหล็ก

(๔) พื้นคอนกรีตเสริมเหล็กตั้งแต่พื้นชั้นที่สองของอาคารขึ้นไป

ในกรณีที่มีการรื้อส่วนอื่นของโครงสร้างของอาคารตามวรรคหนึ่ง เพื่อกระทำการตามข้อ ๑ ใน

ส่วนที่เป็นการดัดแปลงอาคาร มิให้ถือว่าการรื้อส่วนนั้นเป็นการรื้อถอนอาคาร

กฎกระทรวงแรงงาน พ.ศ.2551 (หมวด 14 การรื้อถอนทำลาย/ทุบตึก)

หมวด ๑๔

การรื้อถอนทำลาย

ข้อ ๑๐๗ การรื้อถอนทำลายสิ่งก่อสร้างที่ต้องขออนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร ให้นายจ้างจัดให้มีวิศวกรกำหนดขั้นตอน วิธีการ และควบคุมดูแลการทำงานของลูกจ้างให้มีความปลอดภัย และจัดการอบรมหรือชี้แจงลูกจ้างเกี่ยวกับขั้นตอนและวิธีการรื้อถอนทำลายสิ่งก่อสร้างก่อนที่จะเริ่มปฏิบัติงาน

ข้อ ๑๐๘ การรื้อถอนทำลายสิ่งก่อสร้าง ให้นายจ้างดำเนินการเพื่อความปลอดภัย ดังต่อไปนี้

(๑) ตัดไฟฟ้า ก๊าซ ประปา ไอน้ำ หรือพลังงานอย่างอื่นที่ใช้อยู่ในสิ่งก่อสร้างที่จะรื้อถอนทำลาย

(๒) ขจัดหรือเคลื่อนย้ายสารเคมี ถังก๊าซ วัตถุไวไฟ วัตถุระเบิด หรือวัตถุอันตรายอื่น ๆ ที่คล้ายคลึงกันให้ออกจากบริเวณที่ทำการรื้อถอนทำลายสิ่งก่อสร้างให้ถูกวิธีและปลอดภัย

(๓) เอาของแหลมคม กระจก หรือวัสดุอื่นที่หลุดร่วงหรือแตกได้ง่ายออกให้หมดก่อนการรื้อถอนทำลาย

(๔) จัดให้มีแผงรับวัสดุที่อาจร่วงหล่นจากการรื้อถอนทำลายสิ่งก่อสร้างนั้น และแผงรับวัสดุดังกล่าวต้องมีความมั่นคงแข็งแรงและขนาดใหญ่เพียงพอที่จะสามารถรองรับวัสดุที่ร่วงหล่นได้อย่างปลอดภัย

(๕) จัดให้มีการฉีดน้ำหรือใช้วิธีอื่นที่เหมาะสมเพื่อป้องกันหรือขจัดฝุ่นตลอดเวลาทำงานในกรณีที่มีความจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้า น้ำ สาธารณูปโภค หรือสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ ในระหว่างการรื้อถอนทำลายสิ่งก่อสร้าง ให้นายจ้างจัดให้มีมาตรการป้องกันอันตรายในการใช้สิ่งเหล่านั้น

ข้อ ๑๐๙ ในกรณีที่รื้อถอนทำลายด้วยวัตถุระเบิด ให้นายจ้างจัดให้มีผู้ชำนาญการด้านวัตถุระเบิดและวิศวกรซึ่งมีประสบการณ์ด้านการรื้อถอนทำลายด้วยวัตถุระเบิดเป็นผู้ควบคุมงานและกำหนดวิธีป้องกันอันตรายตลอดเวลาทำงาน

ข้อ ๑๑๐ ให้นายจ้างจัดให้มีการขนย้ายวัสดุที่รื้อถอนทำลายแล้วออกจากบริเวณที่รื้อถอนทำลายหรือจัดเก็บให้ปลอดภัย

ในกรณีที่มีการขนย้ายวัสดุที่รื้อถอนทำลายในที่ต่างระดับ ให้กระทำโดยวิธีที่ปลอดภัยและให้นายจ้างจัดให้มีมาตรการเพื่อป้องกันอันตราย

 

ข้อบังคับสภาวิศวกร พ.ศ.2551  (วิชาชีพวิศวกรรมควบคุมสาขาวิศวกรรมโยธา)

ข้อบังคับสภาวิศวกร

ว่าด้วยหลักเกณฑ์และคุณสมบัติของผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมแต่ละระดับ

สาขาวิศวกรรมโยธา

พ.ศ. ๒๕๕๑

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๘ (๖) (ฉ) และมาตรา ๔๖ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติวิศวกร พ.ศ. ๒๕๔๒ และกฎกระทรวงกำหนดสาขาวิชาชีพวิศวกรรมและวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม พ.ศ. ๒๕๕๐ อันเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๔๓ และมาตรา ๔๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย สภาวิศวกรโดยความเห็นชอบของที่ประชุมใหญ่สามัญสภาวิศวกร และโดยความเห็นชอบของสภานายกพิเศษแห่งสภาวิศวกร จึงออกข้อบังคับไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ ๑ ข้อบังคับนี้เรียกว่า “ข้อบังคับสภาวิศวกร ว่าด้วยหลักเกณฑ์และคุณสมบัติของผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมแต่ละระดับ สาขาวิศวกรรมโยธา พ.ศ. ๒๕๕๑”

ข้อ ๒ ข้อบังคับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

ข้อ ๓ ให้งาน ประเภท และขนาดของงานวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมสาขาวิศวกรรมโยธาเป็นไปตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงกำหนดสาขาวิชาชีพวิศวกรรมและวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม พ.ศ. ๒๕๕๐

ข้อ ๔ ให้ผู้ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม สาขาวิศวกรรมโยธา ระดับวุฒิวิศวกร ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม สาขาวิศวกรรมโยธา ได้ทุกงาน ทุกประเภท และทุกขนาด

ข้อ ๕ ให้ผู้ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม สาขาวิศวกรรมโยธา ระดับสามัญวิศวกร ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม สาขาวิศวกรรมโยธา ได้เฉพาะงานวางโครงการ งานออกแบบและคำนวณ งานควบคุมการสร้างหรือการผลิต งานพิจารณาตรวจสอบ หรืองานอำนวยการใช้ ทุกประเภทและทุกขนาด

ข้อ ๖ ให้ผู้ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม สาขาวิศวกรรมโยธา ระดับภาคีวิศวกร ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม สาขาวิศวกรรมโยธา ได้เฉพาะงาน ประเภทและขนาดดังนี้

(๑) งานออกแบบและคำนวณ

(ก) อาคารที่มีความสูงไม่เกิน ๔ ชั้น หรือโครงสร้างของอาคารที่ชั้นใดชั้นหนึ่งมีความสูงไม่เกิน ๕ เมตร หรืออาคารที่มีช่วงคานยาวทุกขนาด

(ข) คลังสินค้า ไซโล ห้องเย็น หรือยุ้งฉางที่มีความจุไม่เกิน ๑,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร

(ค) โครงสร้างที่มีลักษณะเป็นหอ ปล่อง หรือวัตถุทางศาสนา เช่น พระพุทธรูป หรือเจดีย์ ที่มีความสูงไม่เกิน ๑๕ เมตร

(ง) นั่งร้านหรือค้ำยันชั่วคราวที่มีความสูงไม่เกิน ๒๕ เมตร

(จ) แบบหล่อคอนกรีตสำหรับเสาที่มีความสูงไม่เกิน ๕ เมตร หรือคานที่มีช่วงคานยาวทุกขนาด

(ฉ) โครงสร้างใต้ดิน สิ่งก่อสร้างชั่วคราว กำแพงกันดิน คันดินป้องกันน้ำ หรือคลองส่งน้ำที่มีความสูงหรือความลึกไม่เกิน ๒.๕๐ เมตร

(ช) เขื่อน ฝาย อุโมงค์ ท่อระบายน้ำ หรือระบบชลประทานที่มีความสูงไม่เกิน ๒.๕๐ เมตร หรือมีความจุไม่เกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตร หรือที่มีอัตราการไหลของน้ำไม่เกิน ๕ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

(ซ) โครงสร้างที่มีการกักของไหล เช่น ถังเก็บน้ำ ถังเก็บน้ำมัน อุโมงค์ส่งน้ำ หรือสระว่ายน้ำที่มีความจุไม่เกิน ๕๐๐ ลูกบาศก์เมตร

(ฌ) ท่อส่งน้ำ ท่อระบายน้ำ หรือช่องระบายน้ำที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน ๑.๕๐ เมตร หรือพื้นที่หน้าตัดไม่เกิน ๒.๐๐ ตารางเมตร และมีโครงสร้างรองรับ

(ญ) ระบบชลประทานที่มีพื้นที่ชลประทานไม่เกิน ๕,๐๐๐ ไร่ต่อโครงการ

(๒) งานควบคุมการสร้างหรือการผลิต

(ก) อาคารที่มีความสูงไม่เกิน ๘ ชั้น

(ข) อาคารสาธารณะที่มีความสูงไม่เกิน ๘ ชั้น

(ค) คลังสินค้า ไซโล ห้องเย็น หรือยุ้งฉางทุกขนาด

(ง) โครงสร้างที่มีลักษณะเป็นหอ ปล่อง ที่มีความสูงไม่เกิน ๔๐ เมตร หรือวัตถุทางศาสนา เช่น พระพุทธรูป หรือเจดีย์ ที่มีความสูงไม่เกิน ๒๓ เมตร

(จ) โครงสร้างสะพานที่มีช่วงระหว่างศูนย์กลางตอม่อช่วงใดช่วงหนึ่งยาวไม่เกิน ๑๒ เมตร

(ฉ) ชิ้นส่วนโครงสร้างคอนกรีตหล่อสำเร็จหรือคอนกรีตอัดแรงหล่อสำเร็จรูปทุกชนิดที่มีความยาวทุกขนาด

(ช) เสาเข็มคอนกรีตทุกขนาด

(ซ) นั่งร้านหรือค้ำยันชั่วคราวที่มีความสูงไม่เกิน ๔๒ เมตร

(ฌ) โครงสร้างใต้ดิน สิ่งก่อสร้างชั่วคราว กำแพงกันดิน คันดินป้องกันน้ำ หรือคลองส่งน้ำที่มีความสูงหรือความลึกไม่เกิน ๒.๕ เมตร

(ญ) ทางสาธารณะทุกขนาด

(ฎ) เขื่อน ฝาย อุโมงค์ ท่อระบายน้ำ หรือระบบชลประทาน ทุกขนาด

(ฏ) โครงสร้างที่มีการกักของไหล เช่น ถังเก็บน้ำ ถังเก็บน้ำมัน อุโมงค์ส่งน้ำ หรือสระว่ายน้ำทุกขนาด

(ฐ) ท่อส่งน้ำ ท่อระบายน้ำ หรือช่องระบายน้ำทุกขนาด และมีโครงสร้างรองรับ

(ฑ) ระบบชลประทานทุกขนาด

(ฒ) ป้ายหรือสิ่งที่สร้างขึ้นสำหรับติดหรือตั้งป้าย มีความสูงจากพื้นดินไม่เกิน ๒๓ เมตร หรือป้าย หรือสิ่งที่สร้างขึ้นสำหรับติดหรือตั้งป้ายที่มีพื้นที่ไม่เกิน ๕๐ ตารางเมตร ที่ติดตั้งอยู่บนหลังคา ดาดฟ้า หรือกันสาด หรือที่ติดกับส่วนใดส่วนหนึ่งของอาคาร

(ณ) อัฒจันทร์ที่มีพื้นที่ไม่เกิน ๑,๕๐๐ ตารางเมตร

(ด) โครงสร้างสำหรับใช้ในการรับส่งหรือติดตั้งอุปกรณ์รับส่งวิทยุหรือโทรทัศน์ที่มีความสูงจากระดับฐานของโครงสร้างไม่เกิน ๕๐ เมตร

(๓) งานพิจารณาตรวจสอบ หรืองานอำนวยการใช้ ทุกประเภทและทุกขนาด

ข้อ ๗ ให้ผู้ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม สาขาวิศวกรรมโยธา ระดับภาคีวิศวกรพิเศษ ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม สาขาวิศวกรรมโยธา ได้ตามงาน ประเภทและขนาดที่ระบุไว้ในใบอนุญาต

ข้อ ๘ ในกรณีที่ต้องมีการวินิจฉัยชี้ขาดหลักเกณฑ์และคุณสมบัติของผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมแต่ละระดับ สาขาวิศวกรรมโยธา ตามข้อบังคับนี้ ให้คณะกรรมการสภาวิศวกรเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด คำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการสภาวิศวกรให้เป็นที่สุด

ข้อ ๙ ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม ซึ่งประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมตามประเภท และสาขาที่ระบุไว้ในใบอนุญาต ภายในข้อกำหนดและเงื่อนไขตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔ (พ.ศ. ๒๕๐๘) ออกตามความในพระราชบัญญัติวิชาชีพวิศวกรรม พ.ศ. ๒๕๐๕ อยู่ก่อนวันที่ข้อบังคับนี้มีผลใช้บังคับ ให้ผู้นั้นประกอบการงานนั้นต่อไปได้จนกว่างานจะแล้วเสร็จ

มาตรฐานความปลอดภัย พ.ศ. ๒๕๑๘ (หมวดที่ 5 การรื้อถอนทำลาย/ทุบตึก)

บทที่ 1

ทั่วไป

1.1 ข้อบัญญัติส่วนที่เกี่ยวกับ “การรื้อถอนทำลาย” นี้ มีวัตถุประสงค์จะให้สมบูรณ์ในตัวเอง แต่เมื่อกล่าวถึงอุปกรณ์หรือเครื่องมือต่าง ๆ เช่น นั่งร้าน, บันไดไต่, ปั้นจั่น (Derricks) ,กว้าน (Hoists) ฯลฯ ซึ่งเกี่ยวข้องกับงานรื้อถอนทำลาย จะต้องสร้าง, ติดตั้งตรวจสอบ, บำรุงรักษาและใช้งานให้เป็นไปตามข้อกำหนดเกี่ยวกับการสร้าง, ติดตั้งตรวจสอบ, บำรุงรักษาและใช้งาน อุปกรณ์ดังกล่าวซึ่งได้ระบุไว้ในข้อบัญญัติส่วนที่เกี่ยวข้อง

1.2 ในงานรื้อถอนทำลายนี้ ถ้าขั้นตอนของงานตอนใดมีเทศบัญญัติ, ประกาศกระทรวงหรือข้อบังคับใด ๆ ซึ่งรัฐได้ตราไว้ จะต้องปฏิบัติตามโดยเคร่งครัด

1.3 ห้ามทำให้โครงสร้าง, ส่วนหนึ่งส่วนใดของโครงสร้าง, พื้นหรือค้ำยันชั่วคราว, นั่งร้าน, ทางเดินเลียบ (Sidewalk) เพิงหรือสะพานหรืออุปกรณ์, เครื่องมือใด ๆ รับน้ำหนักเกินพิกัดที่ปลอดภัย หรือเกินหนึ่งในสามของแรงประลัย

1.4 จะต้องจัดทางเดินหรือถนนให้ผู้ปฏิบัติงานใช้รวมทั้งแนะนำเส้นทางในการใช้ทางเดินหรือถนนนี้จะต้องจัดให้มีแสงสว่าง ไม่มีขยะมูลฝอยหรือวัตถุอื่นทิ้งเกลื่อนกลาด

1.5 ไม้ซึ่งมีตะปูตอกยื่นออกมา จะต้องถอนตะปูให้หมด หรือตอกให้ฝั่งจมเนื้อไม้ หรือตีพับและจะต้องกระทำทันทีหลังจากรื้อไม้ออกจากโครงสร้าง หรืออาจกองรวมไม้เหล่านี้ไว้เพื่อถอนตะปูหรือเผาทิ้งภายหลัง

1.6 ป้ายและสัญญาณไฟเตือนอันตราย

1.6.1 ในงานรื้อถอนทำลายทุกครั้งจะต้องติดป้ายเตือนอันตรายไว้รอบบริเวณ รวมทั้งกั้นรั้วไว้บริเวณทางผ่านเข้าออก โดยเว้นไว้เฉพาะที่ใช้เป็นเส้นทางเดินหรือขนย้ายวัสดุโดยแท้จริง

1.6.2 ในสภาพมืดครึ้ม จะต้องมีหลอดไฟหรือสัญญาณไฟกะพริบสีแดงติดไว้ที่รั้วกั้น

1.6.3 เมื่อพักงาน ผู้รับเหมาต้องจัดยามไว้ห้ามประชาชนที่จะเข้ามาในบริเวณงานรวมทั้งคอยดูแลความเรียบร้อยของป้ายเตือนอันตราย, ไฟแสงสว่างและรั้วกั้น

1.7 ผู้ปฏิบัติงานซึ่งใช้เครื่องสกัดลม จะต้องสวมแว่นนิรภัย ซึ่งได้รับการทดสอบความแข็งแรงของเลนซ์แล้ว โดยให้เป็นไปตามข้อบัญญัติความปลอดภัย ซึ่งว่าด้วยเรื่อง “เครื่องป้องกันอันตรายต่อศีรษะ ดวงตาและการหายใจของผู้ปฏิบัติงานในโรงงานอุตสาหกรรม” และถ้าในบริเวณงานมีฝุ่นมาก ผู้ปฏิบัติงานต้องสวมหน้ากากกรองฝุ่นด้วย

1.8 งานส่วนใดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการใช้แม่แรง ให้ดูหมวดที่ 4 บทที่ 4

1.9 ขนาดของไม้ซึ่งกล่าวไว้ในข้อบัญญัติส่วนนี้ ให้ถือตามขนาดที่ซื้อขายในท้องตลาด

บทที่ 2

การเตรียมงาน

2.1 ก่อนจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างซึ่งบางส่วนถูกไฟไหม้, น้ำท่วม, ถูกระเบิดหรือด้วยสาเหตุอื่น ๆ จะต้องใช้แกงแนงหรือค้ำยันกำแพงตามข้อกำหนดของส่วนข้าราชการซึ่งเกี่ยวข้องหรือถ้าไม่มี ให้ปฏิบัติตามวิศวกรที่ได้รับมอบหมายความรับผิดชอบ

2.2 การตัดบริการต่าง ๆ

2.2.1 จะต้องปลดไฟบริการไฟฟ้าต่าง ๆ ในสิ่งปลูกสร้าง และตัดหรือปลดสวิตช์ตัดตอนไฟฟ้าจากภายนอกก่อนที่จะเริ่มงานรื้อถอนทำลาย การตัดหรือปลดสวิตช์ตัดตอนนั้น ผู้รับเหมาหรือเจ้าของทรัพย์สินจะต้องแจ้งให้การไฟฟ้านครหลวงหรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเป็นผู้ดำเนินการ

2.2.2 จะต้องตัดบริการทางด้านแก๊ส, น้ำประปา, ไอน้ำ หรือบริการอื่น ๆ โดยปิดวาวล์หรืออุดปลั๊กท่อหรือมิฉะนั้นให้มีบริการได้บ้าง โดยควบคุมการจ่ายจากภายนอกอาคารหรือที่ฟุตบาต ก่อนที่จะเริ่มงานรื้อถอนทำลาย แต่ละกรณีผู้รับเหมาหรือเจ้าของทรัพย์สินจะต้องแจ้งการประปานครหลวง, หรือบริษัทที่เกี่ยวข้องให้ทราบล่วงหน้าเพื่ออนุมัติหรือดำเนินการให้

2.3 ถ้าจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้า, น้ำ หรืออื่น ๆ ในงานรื้อถอนทำลาย สายหรือท่อต่าง ๆ เหล่านี้จะต้องเป็นแบบเดินใช้ชั่วคราว โดยเปลี่ยนแนวทางเดินใหม่ หรือป้องกันโดยมีครอบแข็งแรงครอบไว้ ซึ่งจะต้องได้รับความเห็นชอบจากองค์การหรือบริษัทที่เกี่ยวข้องรวมทั้งต้องดำเนินการให้เป็นไปตามข้อบัญญัติหรือกฎหมายที่ควบคุมเกี่ยวกับเรื่องนี้

2.4 จะต้องถอดหน้าต่าง, ประตู ซึ่งเป็นกระจกออกก่อนจะเริ่มงานรื้อถอนทำลาย

2.5 จะต้องสร้างราวกั้นที่ช่องว่างซึ่งเปิดไว้ที่ผนังซึ่งทะลุออกนอกตัวอาคาร และอยู่สูงจากพื้นตั้งแต่ 90 ซม.ขึ้นไป การสร้างราวกั้นดังกล่าวมีข้อยกเว้นสำหรับชั้นอาคารที่กำลังรื้อถอนกันอยู่ หรือชั้นล่างสุด

2.6 ปล่องหรือช่องว่างที่เปิดว่างไว้ที่พื้น ถ้าไม่ใช้สำหรับขนถ่ายสิ่งรื้อถอนลงจะต้องมีฝาปิดหรือล้อมด้วยราวกั้นหรือรั้วกันตกและขอบกันของตก

2.7 ยกเว้นงานสกัดช่องที่พื้นเพื่อใช้เป็นช่องขนถ่านสิ่งรื้อถอนและช่องสำหรับทิ้งวัสดุ การเตรียมสถานที่ที่เก็บวัสดุ และงานเตรียมการรื้อถอนทำลายที่จำเป็นแล้ว การรื้อถอนทำลายกำแพงผนังและพื้นอาคารจะต้องขนทิ้งไปยังสถานที่เก็บวัสดุที่เตรียมไว้ ก่อนที่จะเริ่มลงมือรื้อชั้นล่างต่อไปข้อกำหนดนี้ไม่บังคับเกี่ยวกับการรื้อโครงสร้างเป็นส่วน ๆ ซึ่งการรื้อนั้นได้เตรียมการไว้ดีแล้วในการป้องกันอันตรายที่จะเกิดแก่ชีวิตผู้ปฏิบัติงานและทรัพย์สิน

บทที่ 3

การป้องกันอันตรายต่อสาธารณะและบริเวณพื้นชั้นล่างสุด

3.1 ก่อนเริ่มงานรื้อถอนทำลาย จะต้องปิดกั้นหรือมีการป้องกันฟุตบาทหรือถนนที่อยู่ใกล้กับบริเวณงานตามที่ได้กำหนดไว้ในหมวดนี้ ถนนที่จะออกไปสู่ถนนหลวงจะต้องไม่มีสิ่งของหรือสิ่งกีดขวางใด ๆ วางเกะกะ

3.2 ถ้ารื้อถอนทำลายสิ่งปลูกสร้างซึ่งสูงเกินกว่า 2 ชั้น หรือ 7.50 เมตร วัดจากระดับฟุตปาตหรือถนนและห่างจากขอบถนนตามแนวราบถึงสิ่งปลูกสร้างไม่เกิน 4.50 เมตรจะต้องสร้างหลังคาคลุมทางเท้า.ลอดแนวที่ใกล้กับสิ่งลูกสร้างให้แข็แรง และให้กว้างพอที่การสัญจรไปมาจะไม่ติดขัดหลังคาคลุมฟุตปาต ดังกล่าวนี้จะต้องมีแสงสว่างโดยธรรมชาติหรือใช้หลอดไฟฟ้าให้มีความปลอดภัยอยู่ตลอดเวลา

3.3 หลังคาคลุมทางเท้าดังกล่าวจะต้องรับน้ำหนัก 720 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ได้โดยปลอดภัย และถ้าจำเป็นต้องกองวัสดุเหล่านั้นไว้ หลังคาคลุมจะต้องรับน้ำหนักได้อย่างน้อย 1,440 กิโลกรัมต่อตารางเมตร

3.4 ด้านชายคาและด้านปลายสุดของหลังคาคลุมจะต้องสร้างให้สูงอย่างน้อย 1 เมตร ขอบนี้อาจจะสร้างตั้งฉากหรือเอียงเป็นมุม 45 องศา ออกด้านนอกโดยยึดให้มั่นคงกับเสาและปูกระดานตรึงชิดกัน หรืออาจใช้วิธีตีขอบกันของตกยึดไว้ที่ฐานและขึงด้วยลวดตะแกรงอาบสังกะสีขนาดเบอร์ 16 U.S. gage

3.5 หลังคาคลุมที่เปิดช่องไว้สำหรับขนถ่ายสิ่งรื้อถอนจะต้องปิดไว้ตลอดเวลาเว้นแต่ตอนที่ทำการขนถ่ายจริง ๆ

3.6 ไม้กระดานปูหลังคาคลุมฟุตปาต จะต้องหนาไม่น้อยกว่า 5 ซม. ปูชิดกันและป้องกันน้ำรั่วซึม ชิ้นส่วนต่าง ๆ ของหลังคาคลุมจะต้องยึดกันแข็งแรงและต่อกันโดยไม่หลุดออกได้ง่าย หรือไม่ทำให้โครงสร้างซึ่งเปลี่ยนรูปไป

3.7 ถ้าพื้นหลังคาคลุมไม่ได้สร้างติดกับผนังของสิ่งปลูกสร้างที่จะทำการรื้อจะต้องทำรั้วกั้นตลอดแนวทางเท้าด้านที่ใกล้อาคาร ข้อกำหนดนี้ไม่บังคับสำหรับบางแห่งซึ่งอาจเว้นช่องสร้างประตูเลื่อนหรือประตูปิดเปิดไว้ตามความจำเป็นของงาน

3.8 ในกรณีที่ระยะห่างระหว่างขอบฟุตปาตกับสิ่งปลูกสร้างเกินกว่า 4.50 เมตร และน้อยกว่า 7.50 เมตรการสร้างหลังคาคลุมทางเดินอาจจะสร้างตามแบบดังได้กล่าวแล้วหรือแทนที่จะสร้างเป็นแบบหลังคาคลุม อาจจะสร้างเป็นรั้วกั้นแข็งแรงตามแนวขอบทางเท้าด้านใกล้สิ่งปลูกสร้าง หรือถ้าได้รับอนุญาต อาจจะสร้างติดกับฟุตปาตตามแนวของถนนด้านใกล้สิ่งปลูกสร้าง

3.9 จะต้องสร้างรั้วกั้นดังกล่าวด้วยไม้หรือวัสดุอื่นที่เหมาะสมสูงอย่างน้อย 1.80 เมตร และกั้นทึบทั้งด้านสูงและด้านยาวตลอด ยกเว้นแต่ส่วนที่เปิดช่องไว้ทำเป็นบานปิดเปิดหรือประตูเลื่อนตามความจำเป็นของงาน

3.10 ถ้าระยะห่างระหว่างขอบฟุตปาตกับสิ่งปลูกสร้างเกินกว่า 7.50 เมตร อาจจะสร้างหลังคาคลุมหรือรั้วกั้นดังได้กล่าวแล้ว หรือแทนที่จะสร้างเป็นแบบหลังคาคลุมหรือรั้วกั้นอาจจะสร้างเป็นราวกั้นให้แข็งแรงตามแนวขอบฟุตปาต หรือขอบถนนตลอดความยาวของพื้นที่ปฏิบัติงานรื้อถอนทำลาย โดยมีคันปิดกั้นยกปิดเปิดได้ตามความจำเป็นของงาน

3.11 ต้องไม่คลุมถึงทางเข้าอาคารที่จะรื้อถอนทำลาย ถ้าสร้างหลังคาคลุมทางเดินไว้ อาจจะสร้างหลังคาทางเข้า (Canopy) ให้ยื่นยาวออกมาจากขอบตึกไม่น้อยกว่า 2.40 เมตร ในแต่ละกรณีหลังคาจะต้องกว้างกว่าทางเข้าหรือช่องประตูอาคารอย่างน้อย 60 ซม. และหลังคาทางเข้าดังกล่าวจะต้องสร้างให้แข็งแรงเช่นเดียวกับหลังคาคลุมทางเดินตามที่ระบุไว้ในข้อ 3.6

บทที่ 4

การขนถ่ายวัสดุจากการรื้อถอนทำลาย

ก. โดยผ่านรางระบายวัสดุ (Chute)

4.1 ห้ามทิ้งวัสดุลงมาจากที่สูงลงสู่พื้นภายนอกอาคารเว้นแต่ได้ทำรางระบายวัสดุที่ปิดมิดชิดโดยใช้ไม้หรือโลหะ

4.2 รางระบายวัสดุซึ่งเอนทำมุม 45 องศากับแนวราบ จะต้องมีฝาสี่ด้านปิดมิดชิด จะเปิดไว้ใกล้หรือที่พื้นอาคารเพื่อรับวัสดุที่ขนทิ้งเท่านั้น

4.3 ช่องเปิดดังกล่าวตามข้อ 4.2 จะต้องสูงไม่เกิน 1.20 เมตร วัดตามแนวผนังของท่อระบายวัสดุและช่องที่เปิดไว้เช่นนี้ทุกชั้นไม่นับชั้นบนสุดจะต้องปิดไว้ตลอดเวลาที่ไม่ใช้งาน

4.4 รางระบายวัสดุที่ทำมุมน้อยกว่า 45 องศากับแนวราบ อาจจะเปิดฝาด้านบนไว้ได้เว้นแต่ ถ้าจุดซึ่งรางระบายนี้ถ่ายวัสดุไปยังรางระบายวัสดุอีกรางหนึ่งซึ่งทำมุมเกินกว่า 45 องศากับแนวราบ จะต้องมีฝาปิดด้านบนราง ณ จุดนั้นเพื่อป้องกันวัสดุทะลักออกนอกราง

4.5 จะต้องสร้างประตูปิดแข็งแรงปิดไว้กับรางระบายวัสดุที่ใกล้จุดที่ถ่ายวัสดุออก และมีคนงานที่ได้รับมอบหมายคอยปิดเปิดประตูรวมทั้งควบคุมการถอยหลังรถบรรทุก และการถ่ายวัสดุลงรถบรรทุก

4.6 จะต้องมอบหมายให้คนงานดังกล่าวคอยห้ามบุคคลอื่นไม่ให้ยืนและหรือผ่านใต้ปากรางระบายวัสดุ

4.7 เมื่อไม่มีการระบายวัสดุ บริเวณอันตรายแถบปากรางระบายจะต้องปิดกั้นด้วยรั้ว หรือสิ่งอื่นซึ่งไม่ให้เดินผ่านได้สะดวก

4.8 บริเวณช่องที่เปิดไว้ชั้นบนเพื่อให้คนงานเทขยะหรือวัสดุลงรางระบาย, จะต้องมีรั้วปิดกั้นแข็งแรงสูงอย่างน้อย 90 ซม. นับจากพื้นห้องหรือพื้นซึ่งคนงานยืนโกยวัสดุลงรางระบาย

4.9 ถ้าใช้รถเข็นล้อเดียวสำหรับขนถ่ายวัสดุลงรางจะต้องสร้างขอบกันของตก หรือกันชนหนาไม่น้อยกว่า 5 ซม. และสูง 15 ซม. ไว้ที่ปากช่องที่เปิดไว้ที่รางระบายและจะต้องใช้ไม้ปูปิดช่องว่างระหว่างรางระบายกับช่องที่เปิดไว้ที่รางระบาย ซึ่งจะต้องใช้รถเข็นเข็นผ่านไป

ข. โดยผ่านช่องที่เปิดไว้ที่พื้น

4.10 ถ้าใช้วิธีการทิ้งวัสดุผ่านช่องที่เปิดไว้ที่พื้น โดยไม่ใช้รางระบายวัสดุ พื้นที่ของช่องเปิดที่ชั้นต่าง ๆ แต่ละชั้นระหว่างพื้นชั้นบนซึ่งจะทำการรื้อถอนทำลายกับชั้นล่างที่รับวัสดุจะต้องไม่เกิน 25% ของพื้นที่ทั้งหมดของพื้นชั้นหนึ่ง ๆ

4.11 พื้นที่ทั้งหมดของพื้นชั้นหนึ่ง ๆ อาจคำนวณได้โดยวิธีวัดความกว้างยาวของห้องจากขอบผนังด้านในซึ่งรวมทั้งพื้นที่ของช่องที่เปิดไว้ที่พื้น

4.13 ช่องที่เปิดไว้ที่พื้นใต้ชั้นที่กำลังรื้อกำแพง, ผนังห้องหรือพื้น จะต้องมีรั้วกันตกและขอบกันของตกมาตรฐานกั้นไว้ หรือใช้ไม้กระดานปูปิดช่องว่างนั้น ถ้าไม่ใช้เป็นช่องสำหรับเทวัสดุ

4.14 จะต้องสร้างราวกั้นหรือรั้วกันตกให้แข็งแรงรอบช่องที่เปิดไว้ที่พื้นตามชั้นต่าง ๆ โดยมีความสูงไม่น้อยกว่า 90 ซม. และห่างจากขอบช่องที่เปิดไว้ที่พื้นไม่น้อยกว่า 1.80 เมตร ห้ามรื้อราวกั้นหรือรั้วกันตกออกจนกว่าได้ลงมือรื้อถอนทำลายชั้นที่อยู่เหนือถัดไปลงมายังชั้นดังกล่าวและได้ขนถ่ายขยะออกจากพื้นเรียบร้อยแล้ว

4.15 ในการสกัดช่องที่พื้นของชั้นอาคารระหว่างชั้นที่กำลังรื้อถอนกับชั้นพื้นรับวัสดุ ถ้าการสกัดนั้นจะทำให้พื้นหรือบางส่วนของพื้นชั้นอาคารเหล่านั้นไม่ปลอดภัย จะต้องสร้างแกงแนงรับไว้

บทที่ 5

บันไดถาวร ทางผ่านและบันไดไต่

5.1 เส้นทางทุกแห่งที่จะเข้าสู่อาคารที่จะทำการรื้อถอนทำลายจะต้องปิดกั้นไว้มิดชิดตลอดเวลา ยกเว้นบันไดถาวร, ทางผ่านและบันไดไต่ ซึ่งคนงานจำเป็นใช้ในการปฏิบัติงาน

5.2 บันไดไต่ที่นำมาใช้งานจะต้องสร้างและใช้วัสดุให้เป็นไปตามข้อกำหนดในหมวดที่ 3 เรื่อง “บันไดไต่” ของข้อบัญญัตินี้

5.3 จะต้องรักษาบันไดถาวร, ทางผ่านและบันไดไต่ ซึ่งกล่าวไว้ในข้อ 5.1 ให้อยู่ในสภาพที่ปลอดภัย

5.4 จะต้องพาดบันไดไต่หรือแม่บันไดให้ยื่นเลยพื้นหรือยกพื้นไม่น้อยกว่า 1 เมตร

5.5 จะต้องยึดบันไดไต่ให้มั่นคงไม่ให้ฐานไถลลื่นหรือปลายเคลื่อนตัวไปได้

บทที่ 6

การรื้อผนัง

6.1 ห้ามปล่อยให้เศษที่รื้อจากผนังปูนหรือส่วนที่สร้างด้วยปูนร่วงหล่นบนพื้นอาคาร โดยที่เศษชิ้นส่วนเหล่านั้นมีน้ำหนักรวมเกินกว่าน้ำหนักที่พื้นจะรับได้

6.2 ห้ามปล่อยให้ผนังซึ่งสูงเกินกว่า 22 เท่าของความหนาของผนังนั้นตั้งอยู่โดดเดี่ยวโดยไม่มีแกงแนงยันอยู่ด้านข้าง เว้นแต่ผนังนั้นจะอยู่ในสภาพดีและออกแบบไว้ตั้งแต่ต้นให้ทรงตัวอยู่ได้โดยไม่ต้องมีค้ำยันรับ

6.3 ห้ามอนุญาตให้ผู้ปฏิบัติงานทำงานบนสันกำแพงหรือผนังขณะที่ดินฟ้าอากาศแปรปรวน

6.4 ห้ามตัดหรือรื้อถอนองค์อาคารซึ่งเป็นโครงสร้างหรือรับน้ำหนักอยู่จนกว่าจะได้รื้อถอนชั้นต่าง ๆ เหนือพื้นที่กำลังรื้อถอนออกหมดแล้ว และได้ขนถ่ายเศษวัสดุที่รื้อออกหมดแล้ว ความข้อนี้ไม่ครอบคลุมถึงการตัดคานพื้นตามวัตถุประสงค์ ซึ่งได้กล่าวไว้ในบทที่ 4 หมวดที่ 5 นี้ หรือเพื่อการติดตั้งอุปกรณ์หรือตามที่ได้กล่าวไว้ในข้อ 9.7 หมวดที่ 5 นี้

6.5 ก่อนการรื้อถอนผนังภายในหรือภายนอกห่างจากช่องที่เปิดไว้ที่พื้นไม่เกิน 3 เมตร ซึ่งวัสดุที่รื้อถอนอาจจะร่วงหล่นลงมาทางช่องนี้ได้ทันที จะต้องปูกระดานปิดช่องที่เปิดไว้ดังกล่าวให้มั่นคงจนกว่าจะได้กั้นผู้ปฏิบัติงานซึ่งทำงานอยู่ตามชั้นต่าง ๆ ข้างล่างออกไปหมดแล้ว หรือได้ปิดกั้นทางที่จะเข้ามายังชั้นต่าง ๆ ดังกล่าว

6.6 การรื้อถอนอาคารซึ่งสร้างเป็นแบบโครงเหล็ก (Skeleton Construction) จะต้องไม่รื้อโครงเหล็กออกจนกว่าจะได้รื้อส่วนที่เป็นปูนออกหมดแล้ว ในระหว่างดำเนินการรื้อถอนและขนถ่ายส่วนที่เป็นปูนลงมาจะต้องไม่มีเศษวัสดุหล่นค้างอยู่ตามคาน, คานหลักหรือองค์อาคารอื่น ๆ

6.7 จะต้องจัดทางเดินให้แก่ผู้ปฏิบัติงานที่จะต้องขึ้นไปทำงานตามนั่งร้านหรือผนัง ทางเดินนี้จะต้องกว้างไม่น้อยกว่า 2.00 เมตร

6.8 หลังจากเสร็จงานวันหนึ่ง ๆ จะต้องให้ผนังซึ่งยังรื้อไม่เสร็จทรงตัวอยู่ได้ โดยไม่มีอันตรายจากการพังทลายลงมา

6.9 ห้ามรื้อกำแพงซึ่งมีฐานรากใช้สำหรับกันดิน หรือสำหรับต่อองค์อาคารจนกว่าได้ค้ำยันหรือใช้แกงแนงรับและได้ขุดดินออกหมดแล้ว หรือได้ใช้เข็มพืดเหล็กหรือไม้ตอกกันไว้แล้ว

6.10 ในการรื้อถอนปล่องควันที่สร้างด้วยอิฐหรือคอนกรีตซึ่งไม่ปลอดภัยในการทิ้งวัสดุที่รื้อลงมาให้ทิ้งวัสดุดังกล่าวลงในปล่องควัน

6.11 จุดขนถ่ายวัสดุที่ปลายรางระบายวัสดุซึ่งอยู่ใกล้หรือที่ฐานปล่องควัน จะต้องป้องกันอันตรายโดยทำหลังคาทางเข้า (Canopy) ปูด้วยไม้กระดานให้มีความแข็งแรงเทียบเท่าหลังคาคลุมทางเดินดังได้กล่าวไว้ตามข้อ 3.6 หมวดที่ 5 นี้

6.12 จะต้องจัดหาหมวกแข็งซึ่งมีคุณภาพเชื่อถือได้ให้ผู้ปฏิบัติงานรื้อถอนทำลายใช้สวมขณะปฏิบัติงาน

6.13 จะต้องกำหนดสถานที่ที่ทำการชั่วคราวในงานก่อสร้างและที่วางกล่องเครื่องมือ ให้อยู่ในบริเวณที่จะไม่เกิดอันตรายจากผนังหรือวัสดุต่าง ๆ ที่หล่นลงมา

บทที่ 7

แคร่รับวัสดุที่หล่นจากการรื้อถอน (Catch platform)

7.1 การรื้อผนังด้านนอกอาคารซึ่งสูงเกินกว่า 21 เมตร จะต้องสร้างแคร่รับวัสดุที่หล่นจากการรื้อถอนตามแนวด้านนอกผนังเพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดแก่ประชาชน หรือผู้ที่ปฏิบัติงานเบื้องล่าง

7.2 จะต้องสร้างแคร่รับวัสดุดังกล่าวทางด้านนอกผนังอาคารให้ต่ำกว่าชั้นที่กำลังรื้อถอนไม่เกิน 3 ชั้น และเมื่อการรื้อถอนได้กระทำมาจนถึงชั้นที่สามนับจากพื้นดิน ก็ไม่จำเป็นต้องสร้างแคร่รับวัสดุ

7.3 แคร่รับวัสดุจะต้องกว้างไม่น้อยกว่า 1.50 เมตร วัดตามแนวราบจากผนังอาคารและจะต้องมีขาหยั่ง (Outriggers) และปูกระดาน กระดานจะต้องปูชิดกันและไม่เว้นช่องว่างตอนที่ต่อกับผนัง

7.4 อาจจะสร้างแคร่รับวัสดุ โดยใช้วัสดุอย่างอื่นนอกเหนือจากไม้ แต่วัสดุนั้นจะต้องมีความแข็งแรงเทียบเท่า และไม่เสื่อมสภาพเมื่อโยนวัสดุหล่นลงมากระแทก

7.5 แคร่รับวัสดุจะต้องรับน้ำหนักบรรทุกไม่น้อยกว่า 600 กิโลกรัม / ตารางเมตร

7.6 แคร่รับวัสดุจะต้องวางเอียงโดยขอบด้านนอกสูงกว่าขอบด้านในอย่างน้อย 15 ซม.

7.7 ขาหยั่งจะต้องแข็งแรงพอที่จะค้ำยันไม่ให้แคร่รับวัสดุพังลงมา และจะต้องวางห่างกันระยะไม่เกิน 3 เมตร

7.8 ขาหยั่งจะต้องมีที่ยันรับแข็งแรง เช่น ยันกับตัวอาคารหรือมีค้ำยันที่ยึดมั่นคงผ่านทางช่องหน้าต่างไม้ กระดานซึ่งปูไว้ โดยมีขาหยั่งรับจะต้องมีความหนาไม่น้อยกว่า 5 ซม.ปลายกระดานจะต้องปูทับกันที่จุดยันรับ โดยเกยห่างจากจุดยันรับอย่างน้อย 30 ซม. กระดานทุกแผ่นจะต้องตรึงไม่ให้เคลื่อนตัวได้

7.9 จะต้องสร้างกรอบทำมุม 45 องศากับแนวราบที่ขอบด้านนอกของแคร่รับวัสดุ โดยมีความกว้างไม่น้อยกว่า 120 ซ.ม. นับตามแนวเอียงของกรอบจากขอบแคร่รับวัสดุ

7.10 กรอบดังกล่าวขึงด้วยลวดตะแกรงอาบสังกะสีไม่น้อยกว่าลวดเบอร์ 16 U.S. gage wire และช่องตะแกรงขนาด 3.7 ซ.ม. รวมทั้งจะต้องมีไม้โยงยึดแผ่นตะแกรงดังกล่าว ทุก ๆ ระยะ 3 เมตร

7.11 จะต้องไม่มีช่องว่างระหว่างแผ่นตะแกรงกับแคร่รับวัสดุ

7.12 ไม้โยงยึดแผ่นตะแกรงจะต้องมีขนาดหน้าตัดไม่น้อยกว่า 5 x 15 ซม. โดยด้านยาวกว่าจะต้องตั้งฉากกับขอบแผ่นตะแกรง

7.13 ห้ามขนถ่ายวัสดุทิ้งลงบนแคร่รับวัสดุ หรือใช้แคร่รับวัสดุเป็นที่เก็บวัสดุสิ่งของ

บทที่ 8

การรื้อพื้น

8.1 คำว่า “โค้งตั้งพื้น” (Floor arches) ในข้อบัญญัติต่อไปนี้ให้หมายถึงพื้นปูซึ่งปูนปิดระหว่างคานพื้นและคานหลักโดยไม่คำนึงถึงว่าจะเป็นพื้นแบบใด

8.2 ในการสกัดช่องที่โค้งตั้งพื้นซึ่งปูปิดแนวเดียวตลอดระหว่างคานหรือจุดรับ 2 ตำแหน่งส่วนของโค้งตั้งพื้นที่จะสกัดทำช่องดังกล่าวอาจจะสกัดออกกว้างเพียงใดก็ได้ แต่จะต้องสกัดตลอดแนวโค้งตั้งพื้นซึ่งระหว่างช่วงคานหรือช่วงจุดรับ

8.3 การสั่งให้ลูกจ้างรื้อพื้นออก จะต้องจัดหาไม้กระดานขนาดหนาและกว้างไม่น้อยกว่า 5 x 25 ซม. ให้ลูกจ้างใช้ในการรื้อโค้งตั้งพื้น การวางไม้กระดานจะต้องมั่นคงพอที่จะรับผู้ปฏิบัติงานไว้ได้ ถ้าโค้งตั้งพื้นถล่มลงมาโดยไม่คาดฝัน และถ้าจำเป็นต้องใช้ผู้ปฏิบัติงานยืนทำงานโดยเหยียบกระดานขาละแผ่น ระยะระหว่างกระดานจะต้องไม่เกิน 40 ซม.

8.4 จะต้องจัดทางเดินกว้างไม่น้อยกว่า 75 ซม. ปูด้วยกระดานขนาดหนาและกว้างไม่น้อยกว่า 5 x 25 ซม. เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานใช้เดินไปยังจุดปฏิบัติงาน โดยไม่ให้เดินบนคานโล่ง ๆ

8.5 จะต้องตอกคานยึดรับไม้กระดานพื้นทางเดินให้แข็งแรง คานยึดดังกล่าวจะต้องวางอยู่บนคานพื้นหรือคานหลัก โดยไม่วางบนโค้งตั้งพื้นเพียงอย่างเดียว

8.6 ขณะที่ทำการรื้อโค้งตั้งพื้น จะต้องห้ามไม่ให้ผู้ปฏิบัติงานอยู่ในบริเวณต่ำจากโค้งตั้งพื้นนั้นลงมา และจะต้องสร้างราวกั้นไว้ไม่ให้ผู้ใดเข้าได้สะดวก

8.7 ห้ามรื้อโค้งตั้งพื้นจนกว่าจะได้เก็บกวาดขยะและวัสดุที่ไม่จำเป็นใช้งานอื่น ๆ บนโค้งตั้งพื้นและบริเวณรอบ ๆ ในระยะ 6 เมตร เรียบร้อยแล้ว

8.8 ไม้กระดานซึ่งนำมาใช้ทำพื้นทางเดินเพื่อป้องกันอันตรายเป็นการชั่วคราวนั้น จะต้องเป็นไม้ที่สมบูรณ์ไม่มีตำหนิ และหนาอย่างน้อย 5 ซม. ปูชิดกัน ปลายกระดานจะต้องต่อทับกันอย่างน้อย 10 ซม. และหนาอย่างน้อย 5 ซม. ปูชิดกัน ปลายกระดานจะต้องต่อทับกันอย่างน้อย 10 ซม. โดยวางอยู่บนสิ่งรองรับที่มั่นคง เพื่อป้องกันการหลุดออกจากกันขณะรับน้ำหนัก

บทที่ 9

สถานที่เก็บวัสดุ

9.1 ห้ามเก็บวัสดุที่รื้อถอนออกหรือขยะบนพื้นอาคารหรือโครงสร้างที่จะรื้อถอนทำลายเกินกว่าพิกัดน้ำหนักที่พื้นนั้นจะรับได้

9.2 สำหรับอาคารที่ใช้พื้นไม้อาจจะรื้อกระดานพื้นได้ไม่เกินหนึ่งชั้นนับจาก ฟุตปาตถนน เพื่อใช้เป็นที่เก็บขยะ โดยจะต้องป้องกันวัสดุที่ร่วงหล่นลงมาไม่ให้กระแทกเป็นอันตรายต่อการทรงตัวของโครงสร้างอาคารนั้น

9.3 ในกรณีจำเป็นต้องคงคานไม้รับพื้นเอาไว้เพื่อใช้เป็นแกงแนงยึดผนังภายใน หรือเพื่อให้ผนังภายนอกทรงตัวโดยลำพังอยู่ได้ จะต้องไม่รื้อถอนคานดังกล่าวจนกว่าจะได้สร้างค้ำยันอื่นขึ้นมายันแทนที่แล้ว

9.4 สำหรับอาคารทนไฟ อาจจะรื้อถอนโค้งตั้งพื้นออกได้สูงไม่เกิน 7.50 เมตร นับจากฟุตปาตถนน เพื่อใช้เป็นที่เก็บขยะ แต่การรื้อถอนนี้จะต้องไม่เป็นอันตรายต่อการทรงตัวของโครงสร้างอาคารนั้น

9.5 ถ้าการรื้อโค้งตั้งพื้นดังกล่าวมากกว่าหนึ่งชั้นพื้น การรื้อถอนจะต้องเริ่มตั้งแต่พื้นที่อยู่สูงสุดแต่จะต้องไม่เกิน 7.50 เมตร นับจากฟุตปาตถนน และทยอยรื้อชั้นล่างลงมาตามลำดับตามความจำเป็นของงาน

9.6 มีวิธีให้เลือกอีกวิธีหนึ่งคือ การรื้อโค้งตั้งพื้นจากที่ที่เก็บวัสดุอาจจะเริ่มตั้งแต่ชั้นล่างสุดแล้ว ทยอยรื้อชั้นสูงถัดขึ้นไป แต่มีข้อแม้ว่า การรื้อพื้นชั้นที่สูงถัดขึ้นไปนับจากชั้นล่างสุดจะต้องรอไว้ก่อนจนกว่าขยะในที่เก็บวัสดุจะกองสูงขึ้นมาไม่เกินหนึ่งชั้นให้โค้งตั้งพื้นที่จะรื้อออกนั้น

9.7 คานเหล็กรับพื้นซึ่งเป็นคานระหว่าง (Intermediate steel floor beams) ซึ่งไม่เกี่ยวกับการทรงตัวของโครงสร้างอาจจะรื้อออกจากที่เก็บวัสดุได้ตามที่ได้กล่าวในข้อ 9.4

9.8 การเทวัสดุจากชั้นบนลงมายังที่เก็บวัสดุจะต้องไม่กระทำติดต่อกัน โดยเฉพาะในช่วงที่ผู้ปฏิบัติงานกำลังรื้อโค้งตั้งพื้น, คานพื้น หรือปฏิบัติงานอย่างหนึ่งอย่างใดในที่เก็บวัสดุนั้น

9.9 จะต้องระวังไม่ให้ผนังรับแรงดันทางด้านข้างเนื่องจากการกองวัสดุหรือรับแรงกระแทกจากวัสดุที่หล่นลงมา

9.10 จะต้องปิดกั้นบริเวณที่เก็บวัสดุซึ่งจะเทวัสดุลงมายกเว้นแต่ช่องที่เปิดไว้สำหรับขนถ่ายวัสดุและจะต้องปิดช่องที่ปิดไว้นี้ตลอดเวลาที่ไม่มีการขนถ่ายวัสดุ

บทที่ 10

การรื้อถอนเหล็กโครงสร้าง

10.1 เมื่อได้รื้อถอนโค้งตั้งพื้นออกแล้ว จะต้องปูกระดานพื้นโดยตลอดทับแนวคานซึ่งรับปั้นจั่นเว้นไว้แต่ช่องที่จะใช้ส่งวัสดุหรืออุปกรณ์

10.2 ในการขับหรือควบคุมรถยกและปั้นจั่น จะต้องจัดให้มีการให้สัญญาณตามแบบมาตรฐานและผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวกับเครื่องจักรดังกล่าวนี้จะต้องได้รับการอบรมและเข้าใจสัญญาณดีแล้ว

10.3 จะต้องใช้เชือกบังคับตำแหน่ง (Tag line or guide rope) วัสดุที่ยกขึ้นหรือวางลง

10.4 ห้ามผู้ปฏิบัติงานโดยสารไปกับสิ่งของที่ยกลอยตัว

10.5 ถ้ามีการยกท่อแก๊สอ็อกซิเจนโดยใช้รถยกหรือปั้นจั่น จะต้องยึดท่อแก๊สดังกลาวไว้กับโครงใส่กระบะให้มั่นคงเพื่อยกขึ้นไป

10.6 ห้ามตัดคานออกจนกว่าจะได้ทำการป้องกันไม่ให้คาน (ซึ่งผูกยึดด้วยสลิงจากรถยกหรือปั้นจั่น) แกว่ง ซึ่งอาจจะกระแทกผู้ปฏิบัติงานหรืออุปกรณ์หรือโครงสร้างส่วนหนึ่งส่วนใดที่จะทำการรื้อออก

10.7 ห้ามรื้อโครงเหล็กโดยวิธีปล่อยให้หล่นลงมา แต่ให้ใช้วิธีผูกหย่อนลงมาโดยใช้รถยกหรือปั้นจั่น

10.8 ถ้าจำเป็นต้องรื้อโครงเหล็กอาคารโดยไม่ใช้ปั้นจั่น จะต้องปูกระดานทับแถวคาน ซึ่งอยู่ด้านล่างถัดจากคานหรือเสาที่จะรื้อลง สำหรับข้อนี้ไม่บังคับสำหรับชั้นที่ได้รื้อโค้งตั้งพื้นออกแล้ว หรือช่องเปิดซึ่งใช้สำหรับขนส่งวัสดุเครื่องอุปกรณ์

มาตรฐานงานรื้อถอนทางวิศวกรรม พ.ศ. ๒๕๕๘ (สำหรับงานรื้อถอน/ทุบตึก)

ส่วนที่ 1 ขอบเขตและงานทั่วไป

1.1 วัตถุประสงค์และขอบเขตงาน

เพื่อเป็นมาตรฐานขั้นต่ำสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องในการวางแผนและขั้นตอนสำหรับการรื้อถอนโครงสร้างเพื่อควบคุมความเสี่ยงจากการรื้อถอน ปลอดภัย หากผู้ดำเนินการมีขั้นตอนวิธีที่ปลอดภัยที่ไม่น้อยกว่าที่กำหนดในมาตรฐานนี้ขั้นตอนนั้นสามารถถูกนำมาใช้ได้

1.1.1 เพื่อควบคุมความเสี่ยงต่อสุขอนามัยของชุมชนและบุคลากรที่ทำงานในการรื้อถอน รวมถึงผู้ที่อยู่ใกล้ในพื้นที่ข้างเคียง

1.1.2 เพื่อควบคุมความเสี่ยงต่อความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม

1.1.3 เพื่อควบคุมความเสี่ยงต่อที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง

1.2 สิ่งอ้างอิงและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง มีเอกสารข้อกำหนดต่าง ๆ ที่ต้องจัดหา จัดทำเพื่อพิจารณาในความเกี่ยวข้องดังรายการต่อไปนี้

1.2.1 ประมวลข้อบังคับอาคาร

1.2.2 มาตรฐานความปลอดภัยขณะก่อสร้าง

1.2.3 ข้อกำหนดในการออกแบบอาคาร หลักการออกแบบอาคารหลังที่จะทำการรื้อถอน

1.2.4 การตรวจสอบอาคารเดิมที่จะถูกรื้อถอน การทดสอบ การตรวจสอบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

1.2.5 การป้องกันโครงสร้างส่วนที่ไม่ได้ถูกรื้อถอน แต่โครงสร้างนั้นอยู่ติดหรืออยู่ใกล้กับส่วนที่จะถูกรื้อถอน

1.2.6 ข้อกำหนดด้านแรงลม

1.2.7 ป้ายเตือนภัย

1.2.8 อุปกรณ์ความปลอดภัยส่วนบุคคลในการทำงาน

1.2.9 การใช้เครื่องจักรกลในงานก่อสร้าง เช่น เครน เครื่องเจาะ สกัด ขุด ตัก เป็นต้น

1.2.10 ความปลอดภัยในการเชื่อม

1.2.11 การควบคุมมลพิษจากฝุ่น เสียงและความสั่นสะเทือน

1.2.12 การควบคุมและป้องกันอัคคีภัย

1.2.13 การกองเก็บวัสดุไวไฟ

1.2.14 การกองเก็บวัสดุอุปกรณ์การจัดวางเครื่องจักรเครื่องมือและการขนส่ง

1.2.15 ข้อกำหนดการขุดดิน ถมดิน การใช้เครื่องจักรกลที่เกี่ยวข้องการป้องกันโครงสร้างอาคาร

1.2.16 ข้อกำหนดนั่งร้าน

1.2.17 รั้วชั่วคราวและราวจับชั่วคราวแผงกันฝุ่น แผงป้องกันวัสดุตกหล่น

1.2.18 ข้อกำหนดด้านการทำงานในที่อับชื้น อุณหภูมิสูง

1.2.19 ข้อกำหนดด้านการใช้ไฟฟ้าการเดินสายไฟ การตัด-ต่อระบบไฟฟ้า

1.2.20 ข้อกำหนดด้านการเคลื่อนย้ายสารอันตราย สารพิษ

1.2.21 การจราจร

1.2.22 การใช้วัตถุระเบิด

1.3 นิยาม

1.3.1 บุคลากรที่มีศักยภาพที่เกี่ยวข้อง

1.3.2 รื้อถอน

1.3.3 เขตพื้นที่รื้อถอน

1.3.4 สิ่งป้องกัน

1.3.5 สิ่งที่เป็นอันตราย

1.3.6 สิ่งป้องกัน

1.4 สุขอนามัยและความปลอดภัย

1.4.1 สาธารณะชน

1.4.1.1 ทั่วไป

ผู้คนทั่วไปที่สัญจรไปมาหรือขับยานพาหนะผ่านหรืออยู่ใกล้เขตพื้นที่รื้อถอนอาคารต้องถูกป้องกันสิ่งต่าง ๆ ที่รบกวน เป็นอันตราย เสี่ยงต่อสุขอนามัยตลอดเวลา เช่น การร่วงหล่นของวัสดุฝุ่น เสียง การสั่นสะเทือนจากการทำงานของเครื่องจักรการเชื่อมหรือการตัดเหล็กที่มีประกายไฟ โดยเฉพาะเสียงดังรบกวนของการทำงานนอกช่วงเวลาทั่วไปควรต้องหลีกเลี่ยง ตลอดระยะเวลาของการทำงานรื้อถอนอาคาร ต้องมีการรักษาความปลอดภัยต่อสถานที่ข้างเคียงนอกเขตพื้นที่รื้อถอนนั้น เช่น การทำรั้วชั่วคราวแผงปองกันวัสดุตกหล่น นั่งร้าน ตาข่ายกันฝุ่น เป็นต้น โดยอาจทำอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งหมดเพื่อให้ได้ตามมาตรฐานนี้

1.4.1.2 แสงสว่าง

ต้องจัดให้มีแสงสว่างอย่างเพียงพอให้กับบริเวณข้างเคียงของเขตพื้นที่ทำการรื้อถอนเพื่อให้ผู้คนทั่วไปได้มองเห็นสิ่งกีดขวางอันเกิดจากการทำงานและสามารถมองเห็นได้อย่างเพียงพอ

1.4.1.3 เศษวัสดุร่วงหล่น

ในกรณีของการวางแผนและการบริหารงานรื้อถอนนี้ต้องมีการจัดทำสิ่งป้องกันวัสดุตกหล่นที่เกิดจากการทำงานโดยมิได้ตั้งใจ ในกรณีที่มีการขนถ่ายเศษวัสดุลงสู่พื้นดิน ต้องมีการจัดเตรียมพื้นที่รองรับ และมีสิ่งปิดล้อมป้องกันต้อผู้คนที่อาจผ่านพื้นที่รองรับนี้

1.4.1.4 รั้วชั่วคราวกั้นเขตการรื้อถอน

รั้วชั่วคราวต้องถูกจัดทำโดยรอบพื้นที่ของการทำงานรื้อถอน รวมถึงป้ายเตือนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาในเขตพื้นที่ตลอดเวลาของการทำงาน รายละเอียดของรั้วชั่วคราวนี้ให้เป็นไปตามข้อบังคับอาคารและมาตรฐานความปลอดภัยขณะก่อสร้าง

1.4.1.5 ป้ายเตือนอันตราย

ต้องมีการจัดทำประกาศ คำเตือนให้ได้ตามวัตถุประสงค์ของความปลอดภัยหรือตามข้อบังคับอาคารและติดตั้งในตำแหน่งที่เหมาะสม

1.4.1.6 นั่งร้าน

กรณีที่มีการทำนั่งร้าน ต้องมีการจัดทำให้ได้ตามข้อบังคับอาคาร เพื่อความแข็งแรงและความปลอดภัย นอกจากนี้นั่งร้านยังต้องมีการบำรุงดูแลรักษาและถูกตรวจสอบเป็นระยะ ๆ

1.4.1.7 งานป้องกันผู้คนสัญจร

งานรื้อถอนที่อยู่ใกล้กับผู้คนที่สัญจรไปมา เช่น อยู่ใกล้ทางเท้า ต้องจัดทำงานป้องกันผู้คนสัญจร ตามข้อบังคับอาคาร

1.4.2 บุคลากรในเขตพื้นที่รื้อถอน

1.4.2.1 ความปลอดภัยในพื้นที่ทำงาน

ทุกทางเข้าออกและพื้นที่ทำงาน รวมถึงพื้นที่เปิดต่าง ๆ ต้องมีความสว่างอย่างเพียงพอและมีการทำสิ่งป้องกันให้ได้ตามข้อบังคับอาคารและมาตรฐานความปลอดภัยขณะก่อสร้าง

1.4.2.2 ป้องกันภัยส่วนบุคคล

ขณะที่อยู่ในเขตพื้นที่รื้อถอน คนงานทุกคนและผู้ที่เข้ามาเยือนในเขตพื้นที่รื้อถอนต้องสวมหมวกนิรภัย นอกจากนี้คนงานทุกคนต้องใส่ชุดและอุปกรณ์ความปลอดภัยให้ได้ตามข้อบังคับอาคารและมาตรฐานความปลอดภัยขณะก่อสร้าง

1.4.2.3 การทำงานในพื้นที่ที่จํากัด

ต้องมีมาตรการความปลอดภัยเพื่อป้องกันความเจ็บป่วยการบาดเจ็บ การเป็นอันตรายต่าง ๆ

1.4.2.4 การตัดและการเชื่อม

ต้องมีการป้องกันประกายไฟ การเกิดอัคคีภัย นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงการระบายอากาศแก็ซพิษต่าง ๆ อุณหภูมิที่สูง อุปกรณ์ดับเพลิงต้องอยู่ในที่ที่เหมาะสม บุคลากรที่เกี่ยวข้องและมีศักยภาพต้องเข้าตรวจพื้นที่เพื่ออนุญาตในการทำงานนี้

1.4.2.5 ระบบป้องกันและระงับอัคคีภัย

ต้องมีการป้องกันและระงับอัคคีภัยที่เหมาะสมและเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยขณะก่อสร้าง มีอุปกรณ์ดับเพลิงเตรียมพร้อม

1.4.2.6 ความช่วยเหลือเบื้องต้น

ต้องมีอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกในการปฐมพยาบาลขั้นต้น

1.4.2.7 สิ่งอำนวยความสะดวก

ต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่จำเป็นสำหรับคนทำงาน เช่น น้ำดื่ม ห้องน้ำ ห้องส้วม ให้ได้ตามมาตรฐานความปลอดภัยขณะก่อสร่างและคู่มือการป้องกันอันตรายและควบคุมสภาพแวดล้อมในงานก่อสร้าง

1.4.2.8 ความปลอดภัยจากไฟฟ้า

การติดตั้งไฟฟ้าชั่วคราวหรือถาวรต้องเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยขณะก่อสร้าง

1.5 สารอันตราย

1.5.1 ผู้ตรวจสอบ

อาคารที่มีความเสี่ยงต่อสารอันตรายจะมีผู้ที่มีศักยภาพในการตรวจสอบอาคารก่อนที่จะรื้อถอนนอกจากนี้ยังต้องมีแผนการบริหารจัดการเกี่ยวกับสารอันตรายนี้วัตถุประสงค์ของผู้ตรวจสอบนี้เพื่อทำการจำแนกแยกแยะสถานที่สารอันตราย ทางเข้าออกรูปแบบและสภาพของสารอันตราย

1.5.2 การเคลื่อนย้ายออก

ห้ามทำการรื้อถอนก่อนการเคลื่อนย้ายสารอันตรายและในการเคลื่อนย้ายสารอันตรายจะต้องมีการแจ้งเตือนให้สาธารณะชนและบุคลากรในเขตพื้นที่รื้อถอนทราบทั่วกัน

1.6 การป้องกันอันตรายขณะรื้อถอน

1.6.1 การป้องกันอันตรายต่ออาคารข้างเคียง

1.6.1.1 ในการดำเนินการรื้อถอนจะต้องไม่มีผลกระทบต่อทางเข้าถึงและทางหนีไฟของอาคารข้างเคียง

1.6.1.2 ห้ามทำความเสียหายใด ๆ ต่อโครงสร้างที่ไม่ได้ทำการรื้อถอนและโครงสร้างของอาคารข้างเคียง

1.6.1.3 การสั่นสะเทือนและการกระแทก ผลของการสั่นสะเทือนอาจส่งผลกระทบต่ออาคารที่เกี่ยวข้องได้ ดังนั้นต้องมีมาตรการการทำงานที่ลดการสั่นสะเทือนเท่าที่เป็นไปได้และไม่ทำให้เกิดการเสียหาย หรือการรบกวน โดยอาจเลือกขั้นตอนการทำงาน กำหนดระยะเวลาทำงาน การเลือกการใช้เครื่องมือเครื่องจักรในการทำงานให้เหมาะสม

1.6.1.4 การทนต่อสภาพอากาศขณะรื้อถอนอาคารต้องคำนึงถึงผลกระทบทนต่อสภาวะของฝน แดด ลม หรือสภาพภูมิอากาศต่าง ๆ ที่อาจมีผลต่อความมั่นคงของการรื้อถอนและอาคารข้างเคียงได้ตลอดระยะเวลาของการทำงาน

1.6.1.5 แผงป้องกัน / นั่งร้าน เมื่อการทำงานต้องอยู่ใกล้กับผู้คนสัญจรอาคารข้างเคียง ต้องมีการจัดทำสิ่งป้องกันให้ได้ตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง

1.6.2 การป้องกันสิ่งแวดล้อมฉุกเฉิน เช่น การเผาไฟ การควบคุมเสียงการป้องกันถนนสาธารณะ การป้องกันระบบสาธารณูปโภค

1.6.3 การป้องกันพื้นที่นอกเขตพื้นที่รื้อถอน

1.6.3.1 สำหรับอาคารส่วนที่ยังคงไว้ ห้ามทำการรื้อถอนแล้วทำให้ส่วนของอาคารที่ต้องการคงไว้เกิดความเสียหายไม่ว่าส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหลังของส่วนที่ต้องการคงไว้ก็ตาม

1.6.3.2 การป้องกันในส่วนของพืชพรรณ ต้นไม้หรือพืชพรรณต่าง ๆ ในเขตพื้นที่รื้อถอนจะต้องทำการสอบถามต่อเจ้าของอาคารว่าต้องการคงไว้ เคลื่อนย้ายหรือกำจัดออกไป ต้นไม้ หรือพืชพรรณอื่น ๆ ที่จะคงไว้ในเขตพื้นที่รื้อถอนจะต้องถูกป้องกันจากความเสียหายต่อใบไม้โดยการล้อมต้นไม้อย่างเหมาะสม

1.6.3.3 ศัตรูพืช ต้องมีการป้องกันศัตรูพืช ณ บริเวณเขตพื้นที่รื้อถอน

1.7 การจัดวางเครื่องจักรเครื่องมือ

1.7.1 ทั่วไป ทั้งเขตพื้นที่รื้อถอน และเครื่องจักรเครื่องมือต่าง ๆ ที่นำมาใช้ในการรื้อถอนต้อง

1) มีบุคลากรที่เหมาะสมในการปฏิบัติงาน

2) ใช้และบำรุงรักษาตามคำแนะนำของโรงงานผู้ผลิต และ/หรือ ตัวแทนจำหน่ายและ

3) ในกรณีของการใช้เครื่องจักรในการยกหรือเคลื่อนย้ายสิ่งของในขั้นตอนของการรื้อถอนจะต้องมีการทำโครงสร้างป้องกันศีรษะอย่างแข็งแรงและเพียงพอไม่ให้เกิดอันตรายจากการตกหล่น

1.7.2 ปั่นจั่น จะต้องถูกเลือกถูกใช้และถูกขับเคลื่อนตามข้อมาตรฐานของโรงงานผู้ผลิต ปั่นจั่นที่มีการใช้อุปกรณ์ห้อยแขวนในการยกวางวัสดุจากการรื้อถอนจะต้องเป็นไปตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง เช่น ตามประกาศของกระทรวงมหาดไทย ตามข้อกำหนดของกระทรวงแรงงานและสวัสดิการตามข้อกำหนดของกรมโยธา เป็นต้น และจะต้องไม่ใช้ยกน้ำหนักเกินกว่าที่เครื่องมือถูกระบุไว้

1.7.3 ภาชนะบรรจุแกซและของเหลวไวไฟ ต้องถูกจัดวางอย่างถูกต้องเหมาะสมในอุณหภูมิที่เหมาะสมตามข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง

ส่วนที่ 2 การวางแผนและการบริหารจัดการ

2.1 ความต้องการทั่วไป

ก่อนที่จะเริ่มต้นมีการรื้อถอนจะต้องมีการเริ่มตรวจสอบโครงสร้างตามหัวข้อที่ 1.6 และหัวข้อที่

1.7.2.5 ในพื้นฐานของการตรวจสอบ จะต้องมีการวางแผนการทำงานรื้อถอนตามหัวข้อที่ 2.3 และส่งแผนให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นรับทราบก่อนการรื้อถอน เมื่อใดก็ตามที่สภาพของงานรื้อถอนที่พบนั้นจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงในแผนงานที่ขออนุมัติไปแล้วนั้น จะต้องแจ้งรายละเอียดเพิ่มเติมก่อนที่จะลงมือรื้อถอนหรือทำการใด ๆ ต่อไป เว้นแต่ว่าเป็นงานที่ฉุกเฉินจำเป็นเท่านั้นและจะต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงนี้ภายในระยะเวลา 24 ชั่วโมง

2.2 การสำรวจตรวจสอบโครงสร้าง

2.2.1 บททั่วไป

การสำรวจตรวจสอบและให้ความเห็นโดยบุคลากรที่มีศักยภาพ เช่น วิศวกรโครงสร้าง วิศวกรไฟฟ้า ให้เป็นไปตามหัวข้อที่ 2.2.2 สำหรับงานโครงสร้าง และให้เป็นไปตามหัวข้อที่ 2.2.3 สำหรับงานทั้งโครงการความเห็นของบุคลากรที่มีศักยภาพในเบื้องต้นของการทำงาน ผู้ดำเนินการรื้อถอนต้องสำเนาแบบแปลนและองค์ประกอบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง พร้อมทำการตรวจสอบความสอดคล้องผลของการสำรวจตรวจสอบจะต้องถูกบันทึกและถูกเก็บไว้สำหรับการตรวจสอบการบันทึกที่สัมพันธ์สอดคล้องกันจะถูกรวมไว้ในการวางแผนงานเพื่อพิสูจน์หาทางเลือกหรือความปลอดภัยของลำดับขั้นตอน วิธีการหรือเทคนิคของการรื้อถอนโดยเฉพาะ

2.2.2 การสำรวจตรวจสอบโครงสร้าง

การสำรวจตรวจสอบโครงสร้างต้องถูกทำและยืนยันตามรายการตัวอย่างต่อไปนี้

ก) วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตำแหน่งลักษณะทางธรรมชาติและการประเมินค่าของสารอันตรายจะต้องถูกดำเนินการโดยบุคลากรที่มีศักยภาพ

ข) รูปแบบของระบบโครงสร้างและลำดับขั้นตอนของการก่อสร้าง

ค) ชิ้นส่วนของโครงสร้างที่จำเป็นสำหรับความมั่นคงแข็งแรง ทั้งแรงในแนวดิ่งและแนวราบโดยการวิเคราะห์มองทั้งองค์รวมของอาคารหรือเฉพาะส่วนของอาคาร

ง) รูปแบบ การประเมินค่าและสถานะของการบริการระบบสาธารณูปโภค (เช่น ระบบไฟฟ้า แก็ซ เครื่องกล ปั๊มน้ำและการระบายน้ํา) ทั้งที่ถูกฝังอยู่ในโครงสร้างและแยกเฉพาะส่วน ที่ซึ่งจะต้องถูกบำรุงรักษาไว้ใช้งานในระหว่างรื้อถอน

จ) สภาพของโครงสร้างและการยึดติดตั้งของโครงสร้างและสุขภัณฑ์ต่าง ๆ กับการพิจารณาสภาพของการชำรุดทรุดโทรมหรือความเสื่อมสภาพ

ฉ) รายละเอียดอื่น ๆ ของโครงสร้างเมื่อพิจารณาถึงความแข็งแรงการก่อสร้างหรือข้อมูลซึ่งมีผลต่อการเลือกขั้นตอนการรื้อถอนในแผนการทำงาน

ช) พื้นที่ที่จํากัดที่อยู่ในขั้นตอนของการรื้อถอน รวมถึงห้องใต้ดิน ชั้นใต้ดิน ที่จอดรถ ห้องมั่นคง ห้องเครื่อง ช่องบริการต่าง ๆ ห้องทำความเย็น ห้องเก็บสารเคมีท่อลม ฝ้าและพื้นที่ว่าง

หมายเหตุ

1) จากข้อจ) ข้อมูลส่วนใหญ่หาได้จากแบบและข้อกำหนดขององค์กรส่วนปกครองท้องถิ่น สำนักงานเขต เจ้าของอาคาร แต่อย่างไรก็ตามควรมีการตรวจสอบโดยสายตาพร้อมด้วยการทดสอบทางกายภาพ เช่น การเจาะตัดชิ้นส่วนคอนกรีตตัวอย่างเพื่อนำมาทดสอบหาค่ากำลังของคอนกรีต เป็นต้น

2) การที่จะได้รับข้อมูล ข้อกำหนด แบบของตัวอาคารจากองค์กรส่วนปกครองท้องถิ่นสำนักงานเขต หรือหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ต้องได้รับมอบอำนาจจากเจ้าของอาคารโดยตรงเท่านั้น

2.2.3 การสำรวจตรวจสอบสถานที่

อย่างน้อยต้องมีการตรวจสอบดังรายการต่อไปนี้

ก) รูปแบบ ตำแหน่งและการประเมินสถานะของท่อบริการใต้ดิน สายเคเบิลต่าง ๆ หรืองานท่อต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบบริการระบบสาธารณูปโภคที่ต้องคงอยู่เพื่อใช้งานทั้งในระหว่างการรื้อถอนหรือภายหลังจากการรื้อถอนเสร็จสิ้นแล้ว

ข) ตำแหน่งและการประเมินของโครงสร้างใต้ดิน เช่น ชั้นใต้ดิน ห้องใต้ดินหรือถังเก็บน้ำ

ค) ลักษณะทางธรรมชาติและการประเมินของโครงสร้างกันดินที่ยังคงไว้เพื่อเป็นฐานรองรับอาคาร

ง) ตำแหน่งและการประเมินของสารละลายที่เป็นอันตรายหรือเป็นพิษหรือเปื้นสารอันตรายอื่น ๆ

จ) ตำแหน่งและการประเมินของระบบบริการเหนือพื้นดิน เช่น สายไฟที่อยู่เหนือศีรษะ

ฉ) สภาพทั่วไปของที่ดินและโครงสร้างที่อยู่ใกล้กับหน่วยงานที่จะรื้อถอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานที่ที่อยู่ติดกับหน่วยงานที่จะรื้อถอน

2.3 แผนการทำงาน

แผนการทำงานต้องถูกจัดทาโดยบุคลากรที่มีศักยภาพ ซึ่งอย่างน้อย ต้องมีรายละเอียดดังนี้

ก) ตำแหน่งของหน่วยงานทจะรื้อถอน

ข) ความสูงโดยรวมของทั้งโครงสร้างที่อยู่เหนือพื้นดินและระยะที่เหลือจากตัวโครงสร้างโดยรอบอาคาร

ค) รายละเอียดคร่าว ๆ ของรูปแบบอาคาร (ประเภทของการใช้สอยอาคาร) ระบบของการรองรับอาคารและวัสดุหลักขององค์อาคารที่จะรื้อถอน

ง) รายละเอียดของขั้นตอนการรื้อถอนที่จะต้องมีการใช้เครื่องจักรเครื่องมือและรวมถึงการเคลื่อนที่ของเครื่องจักรเครื่องมือจากชั้นตอชั้น

จ) รายละเอียดของขั้นตอนสำหรับการขนส่งเศษวัสดุจากการรื้อถอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารอันตราย (ถ้ามี)

ฉ) รายละเอียดของลำดับขั้นตอนของงานรื้อถอนและการประมาณระยะเวลาในแต่ละขั้นตอน

ช) รายละเอียดของสิ่งป้องกันต่าง ๆ รวมถึงสิ่งป้องกันศีรษะและนั่งร้านที่ได้กล่าวไว้ ในหัวข้อที่ 1.5 และ 1.7

ซ) ระยะนอกโซนพื้นที่รื้อถอน ต้องถูกกำหนดหลังจากพิจารณาขั้นตอนและพื้นที่งานต่าง ๆ แล้วซึ่งโซนพื้นที่รื้อถอนอาจมีขนาดใหญ่กว่าอาคารที่จะรื้อถอน

ฌ) แบบรูปรายการอื่น ๆ รูปวาด หรือเอกสารอื่น ๆ ที่จำเป็นต่อการอธิบายรายละเอียดของหัวข้อ

ตั้งแต่หัวข้อ ง) ถึง ช)

ญ) แผนการบริหารจัดการระบบจราจร

ฎ) แผนการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม

ฏ) แผนของระบบความปลอดภัยและสุขอนามัย

บุคลากรที่มีศักยภาพต้องทำให้แน่ใจว่าข้อเสนอของแผนการทำงานเหล่านี้สอดคล้องกับความต้องการของมาตรฐานนี้ กรณีที่มีการกำหนดให้มีเครื่องจักรกลเคลื่อนที่และอยู่บนพื้นโครงสร้างอาคารใด ๆ หัวข้อ 2.3-ง) ข้างตนจะต้องมีการกำหนดขนาดและน้ำหนักของเครื่องจักรวิธีการยกวัสดุขึ้น-ลงการเคลื่อนย้ายเครื่องจักรจากชั้นต่อชั้น นอกเหนือจากนั้นสำหรับหัวข้อ 2.3-

ฌ) ต้องระบุถึงการถ่ายน้ำหนักลงพื้นสำหรับเครื่องจักรที่เกี่ยวข้องข้อจํากัดการยกน้ำาหนัก ข้อจํากัดการทำงาน น้ำหนักรวมที่พื้นสามารถรองรับบได้หรือรายละเอียดอื่น ๆ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้ที่ขับเครื่องจักรบนพื้นนั้น ๆ และผู้ที่อยู่ในหน่วยงานนั้น ๆ

2.4 การระเบิด (ถ้ามี)

(1) การดำเนินการรื้อถอนอาคารด้วยวัตถุระเบิด ผู้ดำเนินการจะต้องได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการใช้วัตถุระเบิด

(2) ผู้รับผิดชอบงานรื้อถอนอาคารด้วยการใช้วัตถุระเบิด ต้องเป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพที่มีความรู้ความชาญมีประสบการณ์การใช้วัตถุระเบิดในการรื้อถอนอาคารและด้านความปลอดภัยในการรื้อถอนอาคาร การขนย้ายรื้อถอนอาคารและการเก็บรักษาวัตถุระเบิดเป็นอย่างดี

(3) ผู้รับผิดชอบงานและผู้ร่วมงานรื้อถอนอาคารด้วยการใช้วัตถุระเบิดจะต้องมีอายุไม่น้อยกว่า 21 ปีสามารถแสดงให้เห็นว่าเป็นผู้มีความรู้ ความชำนาญด้านความปลอดภัย เกี่ยวกับการเตรียมการและดำเนินการรื้อถอนอาคารด้วยการใช้วัตถุระเบิด ตลอดจนการเก็บรักษาและการ เคลื่อนย้ายวัตถุระเบิด ขณะการทำการรื้อถอนอาคารการดูแลรักษา และการเคลื่อนย้ายจะต้องไม่ดื่มสุราหรือสารกระตุ้นใด ๆ

(4) แต่งตั้งเจ้าหน้าที่หรือที่ปรึกษาให้คำแนะนำเพื่อให้การดำเนินการรื้อถอนอาคารด้วยวัตถุระเบิดการเก็บรักษาวัตถุระเบิด และการขนย้ายวัตถุระเบิดให้เป็นไปตามมาตรฐาน โดยที่เจ้าหน้าที่หรือที่ปรึกษาที่ได้รับอำนาจ สามารถเข้าไปตรวจสอบเวลาใดก็ได้โดยไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

(5) การประกันภัย ก่อนที่จะได้รับการอนุมัติให้เตรียมการและการดำเนินการรื้อถอนอาคารด้วยวัตถุระเบิด การขนย้ายวัตถุระเบิด การเก็บรักษาวัตถุระเบิดจะต้องทำการประเมินความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นและทำการประกันภัยในมูลค่าที่ไม่น้อยกว่ามูลค่าความเสียหายที่ประเมินได้

(6) การเตรียมการรื้อถอนอาคารด้วยวัตถุระเบิด จะต้องแจ้งแบบพร้อมรายละเอียดทางเทคนิคเพื่อทราบประกอบด้วยรายละเอียดแสดงตำแหน่ง และขนาดของหลุมที่จะทำการขุดฝังวัตถุระเบิดปริมาณวัตถุระเบิดที่จะใช้ในแต่ละหลุมรวมทั้งแสดงผลการคำนวณแรงระเบิด และทิศทางของแรงระเบิด แจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น เพื่อให้ทราบได้ว่าสามารถรื้อถอนอาคารโดยไม่เป็นอันตรายต่ออาคารและผู้อยู่อาศัยข้างเคียง วัตถุระเบิดจะต้องเป็นวัตถุระเบิดมาตรฐานที่ใช้ในการรื้อถอนอาคารเท่านั้น

(7) การเตรียมการขุดหลุมฝัง การบรรจุวัตถุระเบิดในหลุม การต่อชุดควบคุม(อาจจะเป็นชุดควบคุมแบบมีสายหรือแบบไร้สาย) ตลอดจนการตรวจสอบหลังเกิดการระเบิดอาคารจะต้องกระทำโดยผู้ชำนาญการที่มีประสบการณ์เป็นอย่างดีและจะต้องเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย

(8) การขนย้ายวัตถุระเบิด

(ก) ต้องมีผู้รับผิดชอบและทำการประกันภัยกก่อนการขนย้ายวัตถุระเบิดตามข้อบังคับ

(ข) ต้องมีการป้องกันการเกิดลัดวงจรไฟฟ้าที่ขั้วสายไฟฟ้าของชุดควบคุมการจุดระเบิด

(ค) รถบรรทุกวัตถุระเบิดจะต้องติดป้าย “อันตรายจากวัตถุระเบิด”

(ง) คนขับรถบรรทุกวัตถุระเบิดจะต้องมีความรู้ความชำนาญด้านความปลอดภัย

(จ) และไม่ดื่มสุราหรือสารกระตุ้นขณะปฏิบัติงาน ไม่เติมเชื้อเพลิงขณะบรรทุกวัตถุระเบิดในรถ

(ฉ) สภาวะอุณหภูมิอากาศในรถต้องไม่สูงเกินไปและมีการป้องกันความร้อนจากแสงอาทิตย์

(ช) การลำเลียงวัตถุระเบิดจะต้องไม่ทำการกองวัตถุระเบิดใกล้ท่อไอเสีย

(ซ) จะต้องติดตั้งอุปกรณ์ดับเพลิงมือถือตามมาตรฐาน

การเก็บรักษาวัตถุระเบิด

(1) จะต้องมีผู้รับผิดชอบและทำการประกันย้ายตามข้อบังคับ

(2) จะต้องแจ้งต่อเจ้าหน้าที่รับผิดชอบเมื่อมีการเก็บวัตถุระเบิดชนิดใหม่ ภายใน 48 ชม.

2.5 การบริหารจัดการ

งานรื้อถอนจะต้องถูกบริหารจัดการโดยบุคคลที่มีศักยภาพ มีคุณสมบัติเหมาะสม สอดคล้องกับงานมีความรับผิดชอบตลอดเวลาสำหรับการทำงานที่ปลอดภัยและเป็นไปตามแผนการทำงาน มีการบันทึกการทำงาน บันทึกการเปลี่ยนแปลง บันทึกความก้าวหน้าของงาน และจดทำารายงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง บุคลากรที่มีคุณสมบัติเหมาะสมควรต้องเป้นไปตามหัวข้อที่ 2.1

ส่วนที่ 3 ขั้นตอนการรื้อถอน

3.1 ข้อควรระวังทั่วไป

(1) การควบคุมงานรื้อถอน

ตลอดเวลาที่มการรื้อถอนจะต้องมีการดูแลตรวจตราหรือควบคุมการรื้อถอนโดยบุคลกรที่มีศักยภาพเหมาะสม

(2) ความมั่นคงของโครงสร้าง

โครงสร้างที่จะถูกรื้อถอนและทุกส่วนประกอบของโครงสร้างนั้นจะต้องอยู่ในสภาพที่มั่นคงและปลอดภัยในขั้นตอนของการรื้อถอน การค้ำยันชั่วคราวการยึด หรืออื่น ๆ อาจต้องจัดทำเพิ่มขึ้นเพื่อให้การรื้อถอนปลอดภัยผนังอิฐก่อที่รื้อถอนออกต้องระมัดระวังไม่ให้รบกวนความมั่นคงกับผนังที่ยังคงอยู่พื้นและคานที่มีการใช้ระบบอัดแรงที่มีการอัดฉีดน้ำปูนอาจสามารถรื้อถอนได้เหมือนกับชิ้นส่วนเสริมเหล็กผนังสำเร็จรูปแบบวางตั้ง (Tilt-up panels) พื้นคอนกรีตอัดแรงแบบไม่ได้อัดฉีดน้ำปูนหรืออัดฉีดน้ำปูนบางส่วน ห้ามรื้อถอนก่อนโดยปราศจากแผนการทำงานจากวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ และต้องระมัดระวังการตัดถูกลวดอัดแรงที่ไม่ได้อัดฉีดน้ำปูนหรืออัดฉีดน้ำปูนบางส่วน

(3) การถ่ายน้ำหนกบรรทุกบนพื้น

พื้นแขวนและชิ้นส่วนคานรองรับต้องไม่รับน้ำหนักบรรทุกจากเครื่องจักรหรือเศษอิฐเศษปูนที่สะสมกันจนทำให้พื้นมีการแอ่นที่มากเกินไปจนเกิดอันตรายจากการพังทลายได้

(4) การถ่ายน้ำหนักบรรทุกต่อผนัง

ผนังต้องไม่รับน้ำหนักแรงดันด้านข้างจากการกองสะสมของเศษอิฐเศษปูนที่สะสมกันสูงมากจนทำให้เกิดอันตรายจากผนังพังทลาย

(5) การป้องกันต่อช่องเปิด

ช่องเปิดที่มีความเสี่ยงภัยจากคนที่อาจตกลงไป ให้จัดทำราวกั้นหรือแผ่นกระดานปิดช่องเปิดไว้และกระดานนี้ต้องไม่ถูกเปิดออกโดยง่าย

(6) กระจก

ต้องมีการระมัดระวังอันตรายจากการรื้อถอนกระจกที่อาจตกลงจากที่สูงได้

(7) สภาพอากาศ

ต้องมีการระมัดระวังจากสภาพอากาศที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งต้องทำให้แน่ใจว่าส่วนของโครงสร้างมีความมั่นคง บุคคลที่อยู่ในอาคารและนอกอาคารมีความปลอดภัย มีการป้องกันฝุ่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาวะลมแรงฝนตกหนัก เป็นต้น

(8) การเข้าถึงหน่วยงานรื้อถอน

ทางเข้าถึงต้องมีความปลอดภัยตลอดเวลา สามารถป้องกันยานพาหนะหรือบุคคลผู้ไม่เกี่ยวข้องได้และสามารถให้มีการเข้าช่วยเหลือได้หากเกิดอัคคีไฟ

(9) การเข้าถึงตัวโครงสร้างอาคาร

ต้องมีอย่างน้อยหนึ่งทางเข้าและหนึ่งทางออกหนีไฟ ซึ่งถูกเชื่อมต่อไปยังพื้นที่ไม่ได้ถูกรื้อถอนและออกไปยังถนนที่ใกล้ที่สุดได้อย่างปลอดภัย เส้นทางที่ถูกจัดเตรียมไว้นี้จะต้องไม่มีเศษวัสดุจากการรื้อถอนมากีดขวางเส้นทางตลอดเวลาและมีความสว่างเพียงพอต่อสถานการณ์ฉุกเฉิน

(10) ความสามารถในการให้บริการระบบสาธารณูปโภค

ระบบสาธารณูปโภคที่จำเป็นต้องใช้งานในระหว่างการรื้อถอนต้องมีการบำรุงรักษาป้องกันให้ปลอดภัยตลอดเวลาของการรื้อถอน

(11) การรื้อถอนระบบสาธารณูปโภค

ระบบสาธารณูปโภคที่ไม่จำเป็นต้องถูกใช้งานในระหว่างการรื้อถอน จะต้องมีการรื้อถอนอย่างถูกต้องและปลอดภัย และสายไฟต้องถูกพันสายปลดไว้หรือท่อน้ำที่ไม่เกี่ยวข้องจะต้องถูกปลดก่อนการรื้อถอน

(12) การใช้ลิฟต์ในระหว่างการรื้อถอน

ต้องไม่ใช้งานเกินกว่าภาระบรรทุกที่อนุญาตให้ใชได้

3.2 อาคารที่เสียหายหรืออาคารที่พังทลาย

มีการระมัดระวังความปลอดภัยอย่างถูกต้องเหมาะสมในระหว่างการรื้อถอนอาคารที่ถูกไฟไหม้เสียหาย พังทลายหรืออันตรายอื่น ๆ

3.3 การเคลื่อนย้ายออกของสารอันตราย

(1) ทั่วไป

การเคลื่อนย้ายสารอันตรายต้องถูกจัดทำโดยบุคคลที่มีศักยภาพและมีใบอนุญาตตามข้อกำหนดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายเท่านั้น และหากจำเป็นต้องมีการเคลื่อนย้ายสารอันตรายควรต้องเคลื่อนย้ายก่อนเริ่มการรื้อถอน (ดูข้อกำหนด 1.6.1)

(2) การเคลื่อนย้ายแอสเบสตอส

การเคลื่อนย้ายแอสเบสตอสหรือวัสดุที่ประกอบด้วยเส้นใยแอสเบสตอสควรต้องทำอย่างถูกต้องเหมาะสม

(3) การเคลื่อนย้ายวัสดุอื่น ๆ

การเคลื่อนย้ายสารอันตรายอื่น ๆ ต้องมีการเตือนการระมัดระวังให้เป็นที่สังเกตได้อย่างเด่นชัดในระหว่างการเคลื่อนย้ายและให้เป็นไปตามข้อกำหนดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

3.4 ลำดับขั้นตอนการทำงาน

(1) ทั่วไป

1) ลำดับขั้นตอนการรื้อถอน

โดยทั่วไปโครงสร้างควรรื้อถอนในลำาดับที่ตรงข้ามกับการติดตั้งหรือการก่อสร้างใหม่ ลำาดับของการรื้อถอนสำหรับอาคารควรทำเป็นชั้นต่อชั้น มีการพิจารณาอย่างเหมาะสมในรูปแบบของการก่อสร้างและรักษาความมั่นคงของโครงสร้างอาคาร

2) การเคลื่อนย้ายของวัสดุที่ถูกรื้อถอน

วัสดุที่ถูกรื้อถอนจะต้องไม่ถูกปล่อยใหตกลงอย่างอิสระนอกโครงสร้างอาคาร เว้นแต่มีการทำช่องท่อทิ้งเศษวัสดุจากการรื้อถอน วัสดุที่ถูกรื้อถอนต้องไม่ถูกปล่อยให้ตกลงภายในโครงสร้างโดยตรง เว้นแต่ใช้ช่องในอาคารที่แข็งแรงเพียงพอ เช่น ช่องท่อ ชองลิฟต์ ที่ไม่ใช้งาน หรือช่องอื่น ๆ ที่คล้ายกันสำหรับอาคารที่มีความสูงหลายๆ ชั้นที่มีการยอมให้ทิ้งเศษวัสดุจากการรื้อถอนอย่างอิสระภายในช่องพื้นที่ถูกเปิดไว้ให้ เป็นพื้นที่บริเวณทิ้งเศษวัสดุ ต้องมีการปฏิบัติตามหัวข้อต่อไปนี้

1. ในชั้นที่มีการทำงาน ในแต่ละช่องเปิดต้อง

ก. มีการกั้นขอบโดยรอบตามเส้นรอบรูปของช่องเปิด เพื่อกันสิ่งขับเคลื่อนในชั้นนั้น ๆ ใหแข็งแรงโดยกำหนดให้มีความสูงไม่น้อยกว่า 300 มิลลิเมตรเหนือระดับพื้นชั้นนั้น ๆ

ข. มีการปิดกั้นที่เหมาะสมตลอดเวลา

2. ในทุกชั้นที่ต่ำกว่าชั้นที่ทำงาน การเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าวที่ซึ่งอาจมีวัสดุตกใสต้องมีการ ป้องกันโดยวิธีการที่เหมาะสม (เช่น การใชตาข่าย ราวกั้น เป็นต้น)

3. ชั้นที่รองรับเศษวัสดุจากการรื้อถอนถอนภายในอาคารต้อง ทำตามข้อกำหนดที่ 3.1.3 และ 3.1.4 และมีการป้องกันวัสดุตกหล่นจากข้างบนเมื่อต้องการเคลื่อนย้ายเศษวัสดุที่สะสมในชั้นนี้วัสดุจากการรื้อถอนต้องถูกเคลื่อนย้ายอย่างต่อเนื่องและต้องไม่ปล่อยให้มีการสะสมเศษวัสดุจากการรื้อถอนถูกสะสมจนเกินขอบเขตและอาจมีอันตรายต่อชุมชนหรือบุคคลที่ทำงานในหน่วยงานนั้น ๆ

3) การตัดและการย่อยขนาดของชิ้นส่วนที่มีขนาดใหญ่

หากชิ้นส่วนของวัสดุจากการรื้อถอนมีขนาดใหญ่เกินกวาความสามารถของเครื่องจักร ต้องมีการตัด การย่อยให้เป็นชิ้นที่มีขนาดเล็กลงก่อนเครื่องจักรจะหิ้วแขวนเคลื่อนย้ายลงมาขางล่าง ชิ้นส่วนเหล่านี้ต้องถูกขนถ่ายลงในลักษณะที่ควบคุมได้เพื่อที่ชิ้นส่วนเหล่านจะได้ไม่ตกลงอยางอิสระและหากเป็นไปได้เครนหรือเครื่องจักรอื่น ๆ ที่เป็นอุปกรณ์ในการยกต้องถูกนำมาใช้เป็นการรองรับคานหรือเสาเพื่อป้องกันการตกหล่นในขณะที่กำลังแยกชิ้นสวนโครงสร้างออกจากส่วนอาคารเดิมหมายเหตุควรมีการสอบเทียบน้ำหนักของชิ้นงานที่จะยกเพื่อหาค่าหน่วยน้ำหนักกของเศษวัสดุที่จะยกลง

(2) การรื้อถอนโดยใช้แรงงาน

สถานที่ทำงานต้องมีความปลอดภัย ทั้งในพื้นที่อาคารและพื้นที่ถนนทางเข้าขณะที่มีการสกัดชิ้นส่วนคอนกรีตโดยใช้แรงงานนั้น ห้ามทำาการตัดเหล็กเสริมในขณะที่มีการสกัดเนื้อคอนกรีตอยู่เพื่อป้องกันการแตกหักอย่างฉับพลันจนเกิดอัตรายได้ขณะที่มการรื้อถอนหลังคาโดยใชแรงงานนั้น ควรต้องมีแปและค้ำยันโครงทักหลังคาอย่างเพียงพอ หรือทำให้มั่นใจว่าโครงหลังคามีความมั่นคงอยางเพียงพอที่จะไม่ทำให้คนทำงานเกิดอันตรายหรือโครงหลังคาหล่นทับลงมา หากพบว่าโครงหลังคาที่รื้อถอนมีความมั่นคงไม้เพียงพออาจต้องทำค้ำยันยึดเสริมมชั่วคราว นอกจากนี้ยังต้องระมัดระวังคนทำงานเป็นพิเศษที่คนทำงานอาจตกหล่นจากหลังคาได้ง่าย หากพบว่ามีหนทางใดที่ป้องกนอันตรายจากการตกหล่นจากหลังคาได้ควร

ต้องจัดทำ

(3) การรื้อถอนโดยใช้เครื่องจักร

1) การใช้เครน (รื้อถอนโดยใช้ลูกตู้มมกลม-demolition ball) เมื่อมีการใช้เครื่องจักรกลโดยใช้เหล็กตุ้ม ต้องมีพื้นที่ใหเครื่องจักรทำงานอย่างน้อย 6 เมตรหรือ 50% ของความสูงของบริเวณอาคารที่จะรื้อถอนอย่างใดอย่างหนึ่งที่มากกว่าการใช้เครนต้องมีการใช้ให้ถูกต้องตามคำแนะนำของผู้ผลิต

2) การใช้อุปกรณ์ยกน้ำหนักหรืออุปกรณ์อื่นที่ใกลเคียงบนพื้นชั้นล่าง เมื่อมีการใช้เครื่องยกน้ำหนักทำงานจากพื้นดินข้างล้างข้อกำหนดที่ 3.5 ต้องถูกนำมาบังคับใช้นอกจากนี้ยังต้องระมัดระวังต่อการเอียงของเครื่องจักรเพื่อให้แน่ใจว่าเครื่องจักรอยู่บนพื้นที่แข็งแรงมั่นคงเพียงพอ

3) การใช้อุปกรณ์ยกน้ำหนักบนพื้นโครงสร้างเครื่องจักรต้องไม่ทำงานบนพื้นโครงสร้าง เว้นแต่

ก) มีการออกแบบระบุไวในแผนการทำงาน โดยมีการกำหนดระบุรูปแบบ ขนาด น้ำหนักและการใช้งานของเครื่องจักรนั้น ๆ หรือ

ข) มีการอธิบายโดยการคำนวณจากวิศวกรโครงสร้างและรับรองว่าพื้นชนนั้น ๆ สามารถรองรับน้ำหนักขณะทำงานได้โดยพื้นชั้นนั้นปราศจากภาวการณ์แอ่นเกินขอบเขตหรือพังทลายไม่ว่าในกรณีที่ ไม่มีการเสริมฐานรองรับใต้พื้นชั้นนั้น ๆ และมีการเสริมค้ำยันใต้พื้นที่มีการค้ำายันทั้งสองทิศทาง หรือ

ค) เครื่องจักรถูกเคลื่อนย้ายระหว่างชั้นโดย ใช้เครื่องจักรกลหิ้วแขวนอย่างถูกต้องเหมาะสม พื้นทางลาดเอียงนั้นถูกออกแบบและตรวจสอบโดยวิศวกรโครงสร้าง มีการกำหนดและรับรองลงในแผนการทำงาน

3.5 วิธีการเร่งให้พังทลาย

(1) ทั่วไป

การใช้วิธีการนี้ต้องเป็นการทำงานที่สามารถควบคุมการพังทลายได้และต้องมีพื้นที่ว่างเพียงพอสำหรับทิศทางของชิ้นส่วนที่จะพังทลายลงมาและพื้นที่รองรับบเศษวัสดุหรือชิ้นส่วนที่พังทลายลงมานั้นต้องสามารถรองรับแรงกระแทกได้

(2) การดึงด้วยเชือกหรือโซ่

เชือกหรือโซ่ต้องยาวเพียงพอเชือกต้องมีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่น้อยกว่า 12 มม. โซ่ต้องมีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่น้อยกว่า 8 มม. โซ่หรือเชือกต้องถูกวิศวกรตรวจสอบก่อนใช้งาน การมัด การยึดต้องแน่นหนาเป็นกิจจะลักษณะ

(3) การผลักหรือดงโดยตรง

การพังทลายโดยตรงนี้เครื่องจักรเครื่องมือต้องใช้ให้ถูกต้องตามข้อแนะนำของโรงงานผู้ผลิต

(4) การทำให้พังโดยการใช้วัตถุระเบิด

การใช้วัตถุระเบิดใด ๆ ต้องได้รับการตรวจสอบและการอนุมัติจากผู้ที่เกี่ยวข้อง

ภาคผนวก ก. ข้อแนะนำแนวทางการรื้อถอน

ข้อแนะนำนี้ไม่ได้บังคับใช้สำาหรับทุกกรณีผู้นำไปใช้ควรพิจารณาอย่างเหมาะสม ขั้นตอนนี้เป็นเพียง

แนวทางเพื่อให้ผู้นำไปใช้ได้มีแนวทางเบื้องต้นเท่านั้น

หมวด ก แนวทางการออกแบบวิศวกรรมโครงสร้าง

1) การสำรวจการตรวจสอบแบบโครงสร้างว่าสอดคล้องกับอาคารในปัจจุบันหรือไม่

2) การศึกษาพฤติกรรมของคาน เนื่องจากการรื้อถอนโครงสร้างคานที่ต่อเนื่องนั้น จะทำให้คานที่ต้องการให้คงอยู่นั้นมีสภาวะการแอ่นตัวที่แตกต่างไปจากเดิมจำเป็นต้องมีการคำนวณตรวจสอบ การออกแบบแก้ไขเพื่อลดรอยแตกร้าวที่อาจเกิดจากการปรับตัวของโครงสร้าง

3) การออกแบบการตัดรอยต่อของพื้นและคาน หากการตัดพื้นและคานที่บริเวณรอยต่อระหว่างอาคารที่ต้องการให้คงอยู่กับอาคารที่ต้องการรื้อถอนไม่ถูกพิจารณาควบคุม อาจทำให้โครงสร้างบริเวณรอยต่อนี้มีรอยแตกร้าวเป็นจุดด้อยได้ในการนี้ผู้ออกแบบอาจมีแนวคิดทจะให้สกัดรื้อถอนคานห่างจากริมอาคารที่ต้องการให้คงอยู่นั้น เป็นระยะประมาณ 30 ซม. แล้วหลังจากนั้นอาจใช้เครื่องมือสกัดขนาดเล็กทำงานทั้งนี้เพื่อลดผลกระทบที่บริเวณรอยต่อของการรื้อถอน

4) การออกแบบเสริมโครงสร้าง ในบางพื้นที่ทีมีการปรับปรุงใหม่อาจมีความต้องการน้ำหนักบรรทุกจรที่เพิ่มมากกว่าอาคารเดิม จึงจำเป็นต้องมีการเสริมโครงสร้างเพื่อให้มีความแข็งแรงได้ตามมาตรฐานของการใช้งาน และอาจต้องมีการออกแบบการต้านทานแรงแผ่นดินไหวตามข้อกำหนดของกฎหมาย หรือแม้กระทั่งการออกแบบและป้องกันอัคคีภัย เช่นบันไดหนีไฟ เป็นต้น

5) การออกแบบการเฝ้าระวังอาคาร ( Monitoring ) เนื่องจากการทุบรื้ออาคารนี้อาจทำให้โครงสร้างคานมีการปรับตัว มีการแอ่นตัวผิดไปจากเดิม จึงต้องมีการตรวจวัดดูพฤติกรรม รวมถึงพฤติกรรมการทรุดแอ่นตัวที่ไม่เท่ากันของฐานรากควรต้องมีการเฝ้าระวัง ดูพฤติกรรมการทรุดตัวของอาคารโดยอาจมีการติดตั้ง Dial Gauge ไว้ตรวจสอบตลอดเวลา

6) ต้องมีการออกแบบขั้นตอนการรื้อถอน การก่อสร้าง

หมวด ข แนวทางการออกแบบวิศวกรรมระบบสุขาภิบาล

1) การสำรวจการตรวจสอบแบบวิศวกรรมสุขาภิบาลกับความสอดคล้องของอาคารปัจจุบัน

2) การออกแบบระบบวิศวกรรมสุขาภิบาลสำหรับอาคารที่ต้องการปรับปรุงใหม่ทั้งระบบปั๊มน้ำ ถังเก็บน้ำระบบระบายน้ำ การบำบัดน้ำเสีย ระบบท่อน้ำดับเพลิง เป็นต้น

3) การออกแบบขั้นตอนการปิดระบบ การรื้อถอน การติดตั้งชั่วคราวและการติดตั้งสำหรับใช้งานในอาคารที่ปรับปรุงใหม่

หมวด ค แนวทางการออกแบบวิศวกรรมระบบไฟฟ้า

1) การสำรวจการตรวจสอบแบบวิศวกรรมไฟฟ้ากับความสอดคล้องของอาคารปัจจุบัน

2) การออกแบบระบบวิศวกรรมไฟฟ้าสำหรบอาคารที่ต้องการปรับปรุงใหม่ ทั้งระบบไฟฟ้าแสงสว่างระบบการจ่ายไฟพร้อมแผงควบคุม ระบบสื่อสารระบบไฟฉุกเฉินและการป้องกันอัคคีภัย ระบบการรักษาความปลอดภัย เป็นต้น

3) การออกแบบขั้นตอนการปิดระบบ การรื้อถอน การติดตั้งชั่วคราวและการติดตั้งสำหรับใช้งานในอาคารที่ปรับปรุงใหม่

หมวด ง มาตรการด้านความปลอดภัยในการทำงาน

1) การป้องกันอัคคีภัยจะต้องมีการจัดทำระบบการป้องกันอัคคีภัยสำหรับอาคารที่จะคงอยู่ให้อาคารนี้มีศักยภาพต้อการป้องกันอัคคีภัยได้ เช่น ต้องมีการติดตั้งบันไดหนีไฟให้ได้ตามมาตรฐาน ก่อนที่จะมีการปิด ล้อมพื้นที่ที่จะทำการรื้อถอน การติดตั้งถังดับเพลิงในจุดที่าหนด เพื่อการป้องกันกรณีฉุกเฉินต่าง ๆ เป็นต้น

2) การกำหนดให้อาคารที่จะคงไว้นั้นต้องมีศักยภาพในการใช้สอยอาคาร เช่น ห้องน้ำ ห้องเรียน ระบบน้ำ ระบบไฟ การบำบัดน้ำเสีย ระบบโทรศัพท์ต่าง ๆ เป็นต้น เพื่อให้อาคารสามารถใช้งานได้ขณะมีการรื้อถอนบางส่วนของอาคาร

3) กำหนดให้อาคารที่จะทำการรื้อถอนนั้น ต้องมีการจัดทำระบบน้ำ-ระบบไฟฟ้าชั่วคราว มีการเดินสายไฟ และจัดทำแผงควบคุมที่ได้มาตรฐาน

4) การป้องกันเสียงและความสั่นสะเทือน จะต้องมีมาตรการควบคุมให้เบาบางและลดน้อยลงอย่างมีประสิทธิภาพ ได้มาตรฐานการทำงานที่ดี

5) ต้องมีการจัดทำรั้วชั่วคราวเพื่อกั้นเขตทำงาน การจัดทำแผงป้องกันวัสดุตกหล่น แผงป้องกันฝุ่นให้ได้ตามมาตรฐานสากล

6) การใช้เครื่องมือเครื่องจักร ต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของประกาศกระทรวงมหาดไทยกรมสวัสดิการและความปลอดภัยของกระทรวงแรงงาน เป้นต้น

7) การป้องกันอันตรายส่วนบุคคล ต้องได้ตามข้อกำหนดของประกาศกระทรวงมหาดไทยกรมสวัสดิการและความปลอดภัยของกระทรวงแรงงาน เป้นต้น

8) การใช้เครื่องเชื่อม การใช้ไฟเป่า ต้องมีการใช้อุปกรณ์ที่มีการดูแลอย่างดี มีวิศวกรของผู้รับจ้างลงนามตรวจสอบ และไม่ปล่อยให้ถังแก๊สอยู่ในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิสูงไม่ใกล้วัตถุไวไฟ

9) การกองเก็บวัสดุอุปกรณ์ เครื่องจักรเครื่องมือ ต้องมีการตรวจสอบการจัดวางอย่างเป็นรูปธรรม

10) การคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม

หมวด จ ขั้นตอนแนวทางงานรื้อถอน การก่อสร้าง

1) ทำการเคลื่อนย้ายทรัพย์สินที่มีศักยภาพ มีมูลค่าออกจากพื้นที่ เช่น เครื่องปรับอากาศ โต๊ะเก้าอี้ ผนังไม้อัด ชุดคอมพิวเตอร์ ฯลฯ ให้นำไปไว้ยังตำแหน่งที่เจ้าของโครงการกำหนด

2) ทำการตัดต่อและเคลื่อนย้ายระบบน้ำประปา ระบบปั๊มน้ำ ระบบไฟฟ้า ระบบเสียงตามสายระบบ โทรศัพท์ ระบบอินเตอร์เน็ต ระบบโทรทัศน์วงจรปิด เป็นต้น ซึ่งบางส่วนเป็นการเคลื่อนย้ายเพื่อติดตั้งแบบชั่วคราวบางส่วนติดตั้งเป็นการถาวร

3) อาจจัดหาตำแหน่งและติดตั้งทาวเวอเครนที่อยู่นอกตัวอาคารและมีที่ยึดเกาะให้กับตัวทาวเวอเครนเพื่อเคลื่อนย้ายเศษวัสดุจากการรื้อถอน โดยเฉพาะชิ้นส่วนโครงสร้างที่ใหญ่ ๆ ทั้งนี้เพื่อลดการสกัดเศษวัสดุจากการรื้อถอน เพื่อเป็นผลให้ลดเสียง ฝุ่นและการสั่นสะเทือนจากการย้อยสกัดเศษวัสดุ เหล่านี้

4) ติดตั้งงแผงกันฝุ่น นั่งร้าน ระบบน้ำ-ไฟ สำหรับงานรื้อถอนอาคาร ตลอดความสูงของตัวอาคารและรอบอาคารเฉพาะบริเวณที่จะทุบรื้อถอน ทั้งนี้เพื่อป้องกนเศษวัสดุกระเด็นออกนอกพื้นที่ควบคุม ป้องกันฝุ่นและเสียงได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งเปนส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้ที่ใช้งานอาคารและผู้สัญจรข้างเคียงรู้สึกปลอดภัย

5) มีการบริหารจัดการระบบจราจร และการขนส่งให้อยู่ในช่วงเวลาที่ชดเจน เป็นกิจจะลักษณะไม่ให้เกิดปัญหาการจราจร สำหรับการขนส่งโดยรถบรรทุกนั้น อาจมีเวลาทำงานและพื้นที่กองเศษวัสดุค่อนข้างจํากัด ดังนั้นผู้รับจ้างอาจจัดเตรียมที่ใส่เศษวัสดุได้จากการรื้อถอนไว้เป็นจำนวนที่เพียงพอในการระบายเศษวัสดุ ได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนั้นการประสานงานจราจรยังเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำงานโดยไม่ให้เกิดความขัดแย้งกับหน่วยงานก่อสร้างข้างเคียง องค์กรต่าง ๆ ในสถาบัน และการจราจรนอกพื้นที่

6) รถบรรทุกที่เข้าออกจากการรื้อถอนนี้ต้องมีการควบคุมมลภาวะต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น เช่น การบรรทุกน้ำหนักเกินจน ถนนพัง และมีคลุมเศษวัสดุหลังรถบรรทุกเพื่อป้องกันการกระเด็นออกนอกตัวรถบรรทุกและป้องกันฝุ่นฟุ้งกระจาย

7) การป้องกันฝุ่นจะต้องมการใช้น้ำฉีดใส่เศษวัสดุที่ถูกรื้อถอนเพื่อป้องกันการฟุ้งของฝุ่น และมีการระบายน้ำทีดี่ไม่ให้เกิดมลภาวะของการระบายน้ำและฝุ่น รอบบริเวณทที่ทำการรื้อถอน

8) กรณีที่มีอาคารบางส่วนไม่ได้ถูกรื้อถอน ต้องมีการป้องกนเสีย มีการติดตั้งผนังชั่วคราวปิดกั้นแนวริมอาคารที่ไม่ถูกรื้อถอน และห้ามทำการสกัดย่อยคอนกรีต เพื่อนำเศษเหล็กออกจากเนื้อคอนกรีตที่ถูกทุบรื้อการสกัดย่อยคอนกรีตเพื่อเอาเศษเหล็กที่ได้จากวัสดุจากการรื้อถอนนั้น ควรจะต้องทำนอกพื้นที่โซนของการรื้อถอน เว้นแต้ได้รับการอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากทางเจ้าของโครงการ

9) การขนส่งเศษวัสดุจากการรื้อถอน จะต้องเน้นให้มีมลภาวะต่าง ๆ เช่นเสียง ฝุ่นและความสั่นสะเทือนให้น้อยเท่าที่เป็นไปได้โดยผู้ออกแบบเป็นผู้กำหนดแนวทางตามที่ระบุไว้นี้ผู้รับจ้างมีสิทธิ์ในการนำเสนอวิธีการที่เหมาะสมและเป็นไปได้แต่สิทธิ์ในการอนุมัติให้เป็นหน้าที่ของวิศวกรที่ปรึกษาหรือเจ้าของโครงการ

10) การรื้อถอนผนังและวัสดุทางสถาปัตยกรรมอื่น ๆ ให้ทำเป็นอันดับแรก จัดทำระบบช่องท่อทิ้งขยะสำหรับงานเศษวัสดุผนังและทำการทุบสกัดผนังโดยอาจทิ้งเศษวัสดุผนังผ่านลงช่องทิ้งขยะ

11) ผู้รับจ้างต้องระมัดระวังความปลอดภัยในการรื้อถอน และการเคลื่อนย้าย วัสดุใดทีมีประโยชนและ สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ เช่น กระจก เหล็กรูปพรรณโครงหลังคา ให้เจ้าของโครงการเป็นผู้พิจารณา

12) หลังจากรื้อถอนวัสดุทางสถาปัตยกรรมเสร็จแล้วการทุบรื้อถอนนั้นให้มีหลักการดังนี้คือ

ก. ให้มีการรื้อถอนย้อนลำดับของการก่อสร้าง เช่น การรื้อถอนจากบนลงมาข้างล่าง เว้นแต่ผู้รับจ้างมีกรรมวิธีที่สมเหตุสมผลเป็นที่ยอมรับได้ถูกต้องตามหลักทางวิศวกรรม

ข. ลำดับขั้นการรื้อถอนโครงสร้างควรจะต้องเป็นไปตามลำดับความสำคัญ คือ พื้น คาน เสา เว้นแต่ผู้รับจ้างมีกรรมวิธีที่สมเหตุผลเป็นที่ยอมรับได้

ค. การสกัดคานที่อยู่ติดกับอาคารที่ไม่ได้รื้อถอน ผู้รับจ้างจะต้องเหลือคานในส่วนที่ดีไว้อาจกำหนดเป็นระยะ 30 เซนตเมตร ให้เป้นลักษณะคานยืนออกจากอาคารเดิม จากนั้นอาจใช้เครื่องมือขนาดเล็กมาย่อยสกัดอีกครั้ง เพื่อหลีกเลียงไม่ให้โครงสร้างเสาที่จะคงไว้เดิมนั้นเกิดการแตกร้าวหรือเสียหายได้

13) แนวทางการทำงานที่ผู้รับจ้างต้องปฏิบัติและยึดถือคือ

ก. ความปลอดภัยต่อผู้คน ทั้งในแง่บุคคลภายนอกและบุคลากรของผู้รับจ้างโดยเฉพาะการทำงานในที่สูงการจัดทำราวกันตกชั่วคราวต่าง ๆ บันไดชั่วคราว แผงป้องกันวัสดุตกหล่น แผงกั้นเขตก่อสร้างรื้อถอน เป็นต้น

ข. ความปลอดภัยต่อการใช้เครื่องจักรต่าง ๆ เช่น ทาวเวอเครน โมบายเครน เครื่องเจาะสกัด เป็นต้น ต้องมีการตรวจสอบการรับน้ำหนักของเครื่องจักรเครื่องมือที่ไปทำงาน การกองเก็บ หรือกองเศษวัสดุต่าง ๆ ต้องมีการตรวจสอบจากวิศวกรของผู้รับจ้าง เพื่อป้องกันการรับน้ำหนักที่มากเกินไป

ค. ลดมลภาวะที่อาจเกิดขนจากการรื้อถอน เช่น เสียงความสั่นสะเทือน ฝุ่น การระบายน้ำ การจราจร เปนต้น

ง. ผู้รับจ้างต้องทำงานให้สอดคล้องกับข้อกฎหมายที่เกี่ยวของ วัฒนธรรมและประเพณีทีดีของบริเวณพื้นที่นั้น ๆ

14) หากยังคงมีอาคารเดิมบางส่วนที่ไม่ได้ถูกรื้อถอน เมื่อการรื้อถอนเสร็จสิ้นแล้วผู้รับจ้างต้องทำการก่อสร้างปรับปรุงอาคารเดิมที่ยังเหลืออยู่ให้ได้ตามแบบที่กำหนด

ทำไมต้องขออนุญาตรื้อถอนอาคาร (รื้อถอน/ทุบตึก)

การที่ไม่ทำเรื่องขออนุญาตรื้อถอน ทุบตึก แล้วไปขออนุญาตก่อสร้างบ้านใหม่ บ้านหลังใหม่ของเราก็จะถูกสวมทะเบียนตามมูลค่าเดิม จะเกิดปัญหาต่อการโอนต่อ ประวัติบ้านก็ไม่ตรงกับทะเบียนบ้าน ทั้งขนาด อายุการใช้งาน และถ้ายิ่งไม่ขออนุญาต ก็จะเกิดปัญหากับทางเจ้าหน้าที่ของเทศบาล/เขต ตามมาได้

อาคารแบบไหนที่ต้องขออนุญาตรื้อถอนอาคาร (รื้อถอน/ทุบตึก)

พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. ๒๕๒๒ แก้ไขโดย พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๒๒ บัญญัติไว้ว่า : ผู้ใดจะรื้อถอนอาคารดังต่อไปนี้ ต้องได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นหรือแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นและดำเนินการตามมาตรา ๓๙ ทวิ

(๑) อาคารที่มีส่วนสูงเกินสิบห้าเมตร ซึ่งอยู่ห่างจากอาคารอื่นหรือที่สาธารณะน้อยกว่าความสูงของอาคาร

(๒) อาคารที่อยู่ห่างจากอาคารอื่นหรือที่สาธารณะน้อยกว่าสองเมตร

สรุปการขออนุญาตก่อนการทุบตึก/รื้อถอน

กรณีอาคารสูงเกิน 15 เมตร หากอยู่ห่างจากอาคารอื่น ๆ หรือที่สาธารณะ น้อยกว่าระยะความสูงของอาคารจะต้องขออนุญาต แต่ถ้าอยู่ห่างอาคารอื่น ๆเป็นระยะเท่ากับหรือมากกว่าความสูงของอาคารไม่ต้องขออนุญาต

กรณีอาคารทั่วไป หากอยู่ห่างจากอาคารอื่น ๆ หรือที่สาธารณะ น้อยกว่า 2 เมตร หากจะทำการรื้อถอนจะต้องขออนุญาต แต่ถ้าอยู่ห่างอาคารอื่น ๆ ตั้งแต่ 2 เมตรขึ้นไปก็ไม่ต้องขออนุญาต

เอกสารการขออนุญาตรื้อถอนอาคาร (รื้อถอน/ทุบตึก)

1.แบบแปลนของอาคารที่จะรื้อ ประกอบด้วยรายละเอียดแบบแปลนทุกชั้น รูปด้านข้างทั้งสองด้าน ภาพตัดขวาง และรายละเอียดวัสดุที่ใช้สร้างอาคาร วิธีการรื้อถอน มาตราการป้องกันความปลอดภัย

2.แบบคำร้อง ข.1, น.4, หนังสือยินยอมของวิศวกร

3.สำเนาบัตรประชาชน

4.สำเนาทะเบียนบ้านแสดงความเป็นเจ้าของที่ดิน

5.หนังสือยินยอม ในกรณีไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดิน

6.สำเนาโฉนด เท่าตัวจริง

หมายเหตุ ให้ไปติดต่อที่ฝ่ายโยธา เทศบาล/เขต ที่จะทำการรื้อถอนอาคาร

ขั้นตอนการขออนุญาตอาคาร (รื้อถอน/ทุบตึก)

1.ยื่นแบบขออนุญาตก่อสร้างอาคาร, ดัดแปลงอาคาร, รื้อถอนอาคาร (แบบ ข.1)

2.เมื่อผู้ขออนุญาตได้รับอนุญาตแล้ว ท่านจะต้องมายื่นขอรับใบอนุญาตดังต่อไปนี้

2.1 ใบแจ้งการออกใบอนุญาตก่อสร้าง, ดัดแปลง, รื้อถอนอาคาร ภายใน 45 วัน นับแต่วันที่ขออนุญาต
2.2 ใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร, ดัดแปลงอาคารรื้อถอนอาคาร (แบบ อ.1) ให้ท่านไปขอรับใบอนุญาตภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งออกใบอนุญาตไว้ หากประสงค์จะขออนุญาตอีกจะต้องดำเนินการเช่นเดียวกันกับการขออนุญาตใหม่

หมายเหตุ ให้ไปติดต่อที่ฝ่ายโยธา เทศบาล/เขต ที่จะทำการรื้อถอนอาคาร

บทลงโทษหากไม่ขออนุญาตรื้อถอนอาคาร (รื้อถอน/ทุบตึก)

ส่วนบทลงโทษหากไม่ขออนุญาตรื้อถอน ทุบตึก ก็คือ ผู้ที่ทำการรื้อถอนอาคาร ทุบตึก โดยไม่ได้รับอนุญาต จะมีโทษปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือ จำคุกไม่เกิน 3 เดือน และในวรรคสองของข้อกำหนดยังระบุอีกว่า ให้ต้องโทษปรับเป็นรายวันอีก ไม่เกินวันละ 10,000 บาท จนกว่าจะทำการขออนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

Baucon.

Baucon Company Limited

รับทุบตึก รับรื้อถอนทำลาย
ทั้งงานโครงสร้าง งานสถาปัตยกรรม
และงานระบบ M&E
ด้วยราคาตามงบประมาณของท่าน
รับรื้อถอน รับรื้ออาคาร รับรื้อบ้าน
รับรื้อถอนบ้าน รื้อถอนอาคาร
รับรื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้างทุกชนิด
 
Scope of Work.
รับทุบตึก รับรื้อถอนทำลาย
ทั้งงานโครงสร้าง งานสถาปัตยกรรม
และงานระบบ M&E
รับทุบสะพานคอนกรีต สกัดโครงสร้าง
คอนกรีต
รับสกัดโครงสร้างใต้ดิน รื้อโรงงาน
รื้อโกดัง

รับรื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้าง
ทุกชนิด

 

โทรศัพท์ : 
081 -869 -2706.

แฟกซ์ : 
02 -973 -5392.

อีเมล์ :
baucon-contractor@hotmail.co.th